วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ภาพยนตร์ไทยฉายปี พ.ศ.2558 ที่ข้าพเจ้าชอบ 5 อันดับแรก

ว่าจะเขียนตั้งแต่ต้นปีก็ผลัดโน่นนี่ไปเรื่อย ขอเขียนไว้ก่อนจะลืมครับ

แล้วก็ขอเริ่มด้วยหนังที่ได้ดูและคิดว่าน่าสนใจ แต่ไม่เข้า 5 อันดับก่อนนะครับ 2 เรื่อง (เอาจริงๆ ปีนึงก็ใช่จะดูหนังไทยแทบครบทุกเรื่องอะไร ก็เลยลังเลจะเขียนมาแต่ต้นปี (เหรอ - มันนานไปไหมฟร่ะ?)) ส่วนเรื่องไหนดันตกไปเพราะหลงๆลืมๆไปบ้าง ก็...เอาไว้ว่ากันทีหลังละกัน


พันท้ายนรสิงห์ 

เป็นหนังพีเรียดอิงประวัติศาสตร์อีกเรื่องจากการกำกับของ หม่อมเจ้า ชาตรีเฉลิม ยุคล นะครับ ซึ่งทีแรกเรื่องนี้เกือบจะข้ามไปเพราะเห็นความยาวของหนังแล้วก็คิดว่าไม่ค่อยสะดวกไปดูแหงๆ แต่พอได้ยินคำบอกชื่นชมมาก็ เอาฟระ หาดูซักรอบ 

ตอนได้ไปดูจริงๆ ก็คิดว่าท่าทีของหนังนั้นมีหลากอารมณ์ และมีลักษณะการเล่าคล้ายละครพีเรียดไทย ซึ่งก็มารู้ทีหลังว่าเรื่องนี้ทีแรกก็จะทำเป็นละครน่ะแหละ คิดว่าหนังเล่าได้สนุก มีหลายอารมณ์ หลายช่วงมีท่าทีผ่อนคลายกว่าในภาพยนตร์ตำนานพระนเรศวร และมีอารมณ์เข้มข้นในหลายช่วงตอน และฉากแอ็คชั่นเล็กๆในหลายช่่วงก็ทำได้ดีทีเดียวเลย ความเข้มข้นของหนังรวมๆอาจไม่เท่ากับหนังพระนเรศวรสองภาคแรก แต่อาจด้วยการที่รายละเอียดของเรื่องดูไม่มากเท่า รวมไปถึงตัวละครด้วย จึงคิดว่าเรื่องนี้ติดตามและสัมผัสกับตัวละครได้มากกว่า โดยเฉพาะคุณ เต้ย พงศกร ที่เล่นเป็นสิน ตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเล่นได้ลื่นไหลและมั่นใจดีจริงๆ ดูโดดเด่นเหมาะกับบทที่ได้รับมาก ขณะที่บทพระเจ้าเสือของผู้พันเบิร์ดที่เป็นบทสำคัญที่ตีคู่กันมาก็มีท่าทีผ่อนคลายกว่าตอนเล่นเป็นพระนเรศวร อาจเพราะเดิมเคยตั้งใจทำเป็นละครจึงยังมีความรู้สึกบางอย่างว่ามันสวมในความเป็นภาพยนตร์ไม่พอดีนัก แต่เท่าที่ดูหนังก็ดูได้สนุกลื่นไหลดี และความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง (รวมโฆษณาในโรงแล้วก็คงเกิน...) ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แค่กลับบ้านดึกไปหน่อยก็เท่านั้นเอง... 

แต่ก็ยังคิดว่าถ้าฉายเป็นละครหลายตอน ก็ยังน่าจะเก็บรายละเอียดได้มากกว่าและค่อนข้างเหมาะครับ (ไม่รู้มีฉายแบบละครไปหรือยัง นี่ก็ไม่ได้ตามซะด้วย)


เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ


เป็นหนังที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ตั้งแต่เป็นหนังของ ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ SUCK SEED ห่วยขั้นเทพ นำแสดงโดยกลุ่มดาราวัยรุ่นจากซีรี่ส์ฮอร์โมน แต่เป็นเลิฟคอเมดี้ และคอนเซ็ฟท์ของเรื่องที่เป็นเรื่องของผู้มีพลังพิเศษ(?)ท่ามกลางสังคมฐานันดรในโรงเรียนมัธยม (ในโรงเรียนยังมี แล้วข้างนอกมันจะมีไหม?!) แม้เนื้อเรื่องอาจจะดูการ์ตูน แต่หนังก็เล่าเรื่องได้อย่างสนุก มั่นอกมั่นใจ และเรื่องของฐานันดรก็น่าสนใจ ดารานำสามคนในโปสเตอร์ก็เล่นได้อย่างสนุกมั่นใจตามตัวหนังด้วย แม้เรื่องจะเกี่ยวกับพลังประหลาดๆ แต่เรื่องราวในหนังก็เล่าได้โอเค ไม่ได้มีจุดสะดุด (ส่วนหนึ่งก็เพราะมันเป็นอารมณ์คอมเมดี้ด้วยแหละ) แถมส่วนที่เล่าด้วยอนิเมชั่นในหนังก็ทำได้ดีมาก และเป็นส่วนที่ชอบมากอย่างนึงในหนังด้วย และก็ชอบที่หนังเล่าแตะๆอะไรมืดๆแต่ดูจริงไว้ในหนัง ซึ่งก็ทำให้เป็นหนังคอนเซ็ฟท์จัดที่ดูสนุกเรื่องนึงเลย เราอาจมีปัญหากับความสงสัยในสถานะตัวละครในช่วงท้ายกับเรื่องในช่วงท้ายหน่อยๆทั้งที่จริงๆมันก็ไม่ได้มีผลเสียอะไร แถมเรื่องก็ยังสนุกดีไปจนจบ แต่ก็นั่นแหละ... อาจเป็นข้อส่วนตัวซักหน่อย ประกอบกับยังชอบ SUCK SEED ห่วยขั้นเทพ มากกว่าอยู่ ซึ่งเป็นหนึ่งหนังชอบในปีนั้น (และแม้เราจะชอบบทออยของน้องฟรังในฮอร์โมนมากกว่า อย่างที่เคยพูดถึงไว้ก็ไม่มีผลอะไรกับอันดับนะ จิงๆ) ก็ยังติดตามงานกำกับเรื่องใหม่ของผู้กำกับอยู่นะครับ และสุดท้ายเรื่องนี้ก็กลายเป็นหนังโรงเรื่องสุดท้ายของ GTH ไป


ทีนี้มาต่อกันที่ 5 อันดับจริงล่ะนะ

5. แผลเก่า (INTERNATIONAL VERSION)


ที่แปะว่าเป็น INTERNATIONAL VERSION นี่ไม่ได้จะบอกว่าเวอชั่นนี้ดีกว่าปกติอะไรยังไงเพราะไม่ได้ดูเวอชั่นปกติที่เข้าฉายไปก่อนตั้งนานแล้วครับ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้ดู แต่พอเห็นมันกลับมาฉายที่โรงภาพยนตร์ HOUSE ณ RCA อีกก็ชักสนใจว่า เออ ทำไมมันวนมาฉายใหม่หว่า ก็เลยสนใจไปดู

วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

[ภาพยนตร์] TRUMBO ทรัมโบ เขียนฮอลลีวู้ดฉาว : เหมือนชีวิตนักเขียนบทจะกล่าว(ตะโกนใส่หน้าเรา)ว่า "จะหยุดยืนแห้งตายอยู่ตรงนี้หรือ?" อย่าเชียวนะ


ชีวิตของ ดาลตัน ทรัมโบ เป็นชีวิตที่มีสีสัน และเมื่อมาปรากฏบนจอหนังมันก็ดูเต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนและแรงบันดาลใจ

ความมีสีสันในสายตาผู้ชมไม่ใช่สิ่งที่แลกมาโดยง่าย ดาลตัน ทรัมโบ เป็นมือเขียนบทระดับมือทองของฮอลลีวู้ด เขามีพรสวรรค์ มีชื่อเสียง มีเงินทอง มีครอบครัวที่น่ารัก ขณะเดียวกันเขาก็มีอุดมการณ์ส่วนตัว ที่พ้องไปกับอุดมการณ์ส่วนตัวของคนจำนวนหนึ่ง แม้ว่าสิ่งที่เขาและพวกเขาทำจะไม่ใช่การพยายามขับเคลื่อนอะไรใหญ่โตหรือล้มล้างอะไร เพียงแค่พยายามผลักดันอุดมการณ์ของตัวเอง แต่มันอาจไม่พ้องกับอุดมการณ์ของคนจำนวนมากกว่า ฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ หรือกระทั่งความเห็นของรัฐบาล

และในยุคมืดของฮอลลีวู้ด เขาจึงถูกขึ้นบัญชีดำ

โดยรวมหนังเรื่อง TRUMBO อาจดูเป็นหนังดราม่าชีวประวัติฟอร์มมาตรฐาน แต่หนังก็เต็มไปด้วยพลังขับเคลื่อนจากทั้งการเล่าเรื่องที่ไม่อ้อยอิ่งและการแสดงที่กระตือรือร้น ดาราหลายคนที่ขึ้นจอในที่นี้มาพร้อมการแสดงที่หนักแน่นแม้อาจไม่หนักหน่วง แต่ดาราหลายคนก็ใช้เวลาบนจอของตัวเองได้แบบไม่มีเสียยี่ห้อ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งดารานำในบทบาท ดาลตัน ทรัมโบ ของ ไบรอัน เครนสตัน ซึ่งมีชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้จากการแสดงในซีรี่ส์ BREAKING BAD นั้นเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ลื่นไหล และพลังขับเคลื่อน จนปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นพลังสำคัญของหนัง และสมควรแล้วกับการได้เข้าชิงดารานำชายในเวทีออสการ์ ใครที่ชอบหนังชีวประวัติ หรือสนใจวงการหนังฮอลลีวู้ด หรือใครชอบหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ น่าจะหาหนังเรื่องนี้มาดูซักครั้ง คิดว่าคุณคงไม่ผิดหวัง

[ภาพยนตร์] JANE GOT A GUN เจนปืนโหด : สาวสวยถือปืน


สารภาพกันเลยว่าที่ทำให้สนใจหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ทั้งชื่อเรื่อง ทั้งอังกฤษหรือชื่อเวอชั่นไทย (แม้จริงๆชื่อมันก็น่าสนใจดีอยู่)ไม่ใช่ชื่อผู้กำกับ กระทั่งตัวอย่างหนังก็เกือบจะไม่ใช่ เราสนใจเรื่องนี้แค่เพราะ นาตาลี พอร์ทแมน เจ้าของนาม เจน ในหนังเท่านั้น

ใครที่ดูตัวอย่างหนังผ่านตามาก็คงพอจะรู้แหละว่าหนังเล่าเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวชื่อ เจน ในยุคคาวบอยที่เจอการคุกคามจากกลุ่มแก๊งผิดกฏหมายแต่ทรงอิทธิพล ด้วยสาเหตุอะไรบางอย่าง จนต้องมาขอความช่วยเหลือจากอดีตคนรัก และแม้จะเป็นผู้หญิงเมื่อถึงเวลาต้องปกป้องบ้านของเธอจากใครก็ตามที่จะมาพรากสิ่งสำคัญของเธอไป แม้จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นก็ตามที เธอก็ยังจับปืนขึ้นสู้ด้วย

ความจริงแล้วองค์ประกอบรวมๆของหนังเรื่องนี้ก็มีส่วนที่พอจะดึงความสนใจได้พอสมควร แม้พลอตจะไม่ได้พิสดารอะไร แต่มันก็มีรายละเอียดและที่มาที่ไปในเรื่องราวของมันที่พอจะขับเคลื่อนเนื้อเรื่องเพื่อดึงความสนใจของผู้ชมได้อยู่ แต่ก็น่าเสียดายว่าแม้ไม่ต้องดูเหตุผลที่ว่าหนังคาวบอยนั้นมีช่วงที่ไม่ประสบความสำเร็จ จนมาในช่วงหลังจึงมีหนังคาวบอยจำนวนหนึ่งที่กลับมาดึงความสนใจของผู้ชมได้อีก ซึ่งประสบความสำเร็จแตกต่างกันไป ตามแต่ความน่าสนใจในแต่ละเรื่อง และ JANE GOT A GUN ก็ดูจะพอมีองค์ประกอบที่ว่าอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นดารานำซึ่งมีทั้ง นาตาลี พอร์ทแมน ทั้ง โจล เอ็ดเกอร์ตัน และ ยวน แมกเกรเกอร์ แม้ทั้งสามคนในช่วงหลังๆจะดูไม่ได้อยู่ในหนังกระแสมาก แต่ก็จัดเป็นดารามีฝีมือ และมีชื่อพอจะเรียกแขกได้ ทั้งชื่อเรื่องที่มากันตรงๆก็ดูน่าสนใจดี และเมื่อดูรายละเอียดในเรื่องราวของมัน แม้ไม่ถึงกับแปลกหรือโดดเด่นก็ไม่ถึงกับจะแห้งแล้งจนไม่มีอะไรน่าสนใจ

แต่ว่าอีกทีก็หนังประมาณนี้แหละที่ต้องระวัง เพราะถ้าปล่อยให้ภาพรวมของหนังออกมากลางๆมากไป หรือธรรมดาไปละก็ หนังก็มีสิทธิ์หลุดความสนใจของผู้ชมเอาง่ายๆ

[ภาพยนตร์] 10 CLOVERFIELD LANE : สัตว์ประหลาดอยู่ข้างบน หรือสัตว์ประหลาดอยู่ข้างล่าง? สัตว์ประหลาดอยู่ข้างนอก หรือสัตว์ประหลาดอยู่ข้างใน?


เมื่อหลายปีก่อน หนังชื่อ CLOVERFILED เคยจู่โจมคอหนังด้วยการพาสไตล์ของหนัง FOUND FOOTAGE (ประมาณไปค้นพบ กล้อง ฟิล์ม วิดีโอ ที่สูญหายหรือไม่รู้ที่มาได้) ที่เพิ่งเริ่มเฟื่องฟู(อีกรอบ?) (ด้วยสไตล์คล้ายๆความรู้สึกเหมือนดู MOCUMENTARY (สารคดีเทียม)ซึ่งเพิ่มความรู้สึกสมจริงให้หนังได้แบบแปลกๆ) ในตอนนั้นไปในอีกสเกลด้วยสไตล์ของตัวเอง และคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าหนังอย่าง CLOVERFILED นั้นเกิดขึ้นได้จากจากการประสบความสำเร็จอย่างเกินคาดของหนังเล็กๆที่ชื่อ THE BLAIR WITCH PROJECT  จากสไตล์ที่เหมือนจะสร้างได้ด้วยงบถูกๆแต่ถ้าปังอาจประสบความสำเร็จเกินคาด กับเรื่องราวของการตามหาแม่มดแบลร์จากตำนานเรื่องเล่า แต่ด้วยการที่หนังอย่างตำนานแม่มดแบลร์นั้นประสบความสำเร็จได้ด้วยบรรยากาศหลอกหลอนในหนัง ประกอบกับบรรยากาศข่าวลือในยุคอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ตำนานแม่มดนั้นถูกทำให้ไปอยู่ในขอบเขตที่น่าเคลือบแคลงว่า 'อาจจะเป็นเรื่องจริง' ก็เป็นได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่สร้างความน่ากลัวให้กับตัวหนังมากกว่าสเปเชี่ยลเอฟเฟ๊คราคาแพงใดๆซะอีก แต่เมื่อหนังออกฉายก็คงมีหลายคนที่ได้รู้ความจริงของหนัง (แม้ว่ากระทั่งวันนี้ก็อาจมีบางคนยังคงเชื่อหรือไม่ก็ไม่แน่ใจว่าตำนานแม่มดแบลร์เป็นเรื่องจริง) ทำให้ความสำเร็จของ THE BLAIR WITCH PROJECT นั้นอาจไม่สามารถทำเลียนแบบได้โดยง่าย (แม้ว่าต่อมาจากนั้นอีกซักพักใหญ่เราจะยังคงได้เห็นความสำเร็จของหนังอย่าง  PARANORMAL ACTIVITY หรือ REC ก็ตาม) กระทั่งการพยายามสานต่อความสำเร็จของ THE BLAIR WITCH PROJECT ก็ยังไม่ได้ใช้สไตล์ FOUND FOOTAGE แต่เลี่ยงไปใช้หนังเล่าเรื่องเหมือนปกติแทน ก็อาจเป็นเพราะทางผู้สร้างรู้ตัวดีว่าไม่อาจเลียนแบบความสำเร็จของตัวเองได้ง่ายๆ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ถูกก็ได้? ยังไงก็ตามแม้ตัวหนังภาคต่อ BOOK OF SHADOWS จะไม่อาจเรียกได้ว่าล้มเหลวเต็มปากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับทุนสร้าง แต่ความสำเร็จของหนัง(ทั้งรายได้และคำชื่นชม)ก็ไม่อาจเทียบกับภาคแรกได้เลยแม้แต่น้อย(โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนสร้างภาคแรกยังน้อยกว่ามากๆๆ)

ทำให้แม้ THE BLAIR WITCH PROJECT จะเป็นหนังทุนน้อยแต่ประสบความสำเร็จใหญ่โตให้เห็นนั้น ก็ไม่มีใครจะทำหนังตามอย่างออกมากันได้ง่ายๆนัก

แต่ก็ในตอนนั้นอีกแหละ เจ. เจ. แอบรัมส์ ซึ่งสร้างชื่อมาจากทีวีซีรี่ส์อย่าง FELICITY และ LOST เป็นอาทิ และได้กำกับภาพยนตร์อย่าง MISSION IMPOSSIBLE III ที่สร้างบรรยากาศได้อย่างเข้มข้นจริงจัง ก็หันมา PRODUCE หนัง FOUND FOOTAGE เรื่องนึงที่มีชื่อว่า CLOVERFILED  

แทนที่จะติดกับการเป็นหนังงบน้อยๆเผื่อได้กำไรเยอะๆ หรือเล่นกับธีมแบบความลึกลับในป่าซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรสิงสถิตย์อยู่ CLOVERFILED กลับเล่นใหญ่กว่าไปซะเลยด้วยการเป็นเรื่องราวที่พบจากกล้องบันทึกในคณะที่เจอกับเหตุการณ์สัตว์ประหลาดต่างดาวบุกเมือง ซึ่งก็ไม่ได้ไปบุกกันเงียบๆ บุกเมืองกันใหญ่โตเอาการจริงๆ ซึ่งสไตล์ของ FOUND FOOTAGE กับการจำกัดให้ผู้ชมรับรู้แค่มุมมอง(กล้อง)ของคนที่เผชิญเหตุการณ์โดยไม่ตัดไปให้เห็นเหตุการณ์ในที่อื่นๆ ได้แต่มะงุมมะงาหราและอยู่กับความไม่รู้หรือไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นพร้อมๆไปกับตัวละครนั้นก็ยังคงทำงานอย่างได้ผล (เพราะงั้นเราจะไม่ได้เห็นสัตว์ประหลาดกันเท่าไหร่ - อ่าว - ก็เรื่องจริงใครมันจะไปบ้ายืนหันกล้องถ่าย เกิดรู้ว่ามันอยู่มุมตึกข้างหน้ามันก็ต้องหันหลังวิ่งหนีก่อนไหม?) ประกอบกับวิธีการประชาสัมพันธ์ถึงตัวหนังตั้งแต่ก่อนหนังเข้า ก็ทำให้ CLOVERFILED เป็นหนัง FOUND FOOTAGE ที่นำพาตัวเองไปอยู่ในอีกขั้นและขอบเขตหนึ่ง ซึ่งประสบความสำเร็จในด้านรายได้ด้วย แม้อาจจะน่าเหลือเชื่ออยู่บ้างว่า CLOVERFILED เองก็ยังทำรายได้น้อยกว่าต้นธารอย่าง THE BLAIR WITCH PROJECT (ที่ทุนสร้างน้อยกว่ากันเกินร้อยเท่า) แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น แม้ใช่ว่าไม่มีจุดอ่อนหรือข้อสงสัย แต่ CLOVERFILED เองก็จัดได้ว่าเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จและมีความโดดเด่นเป็นของตัวเองอย่างน่าสนใจอยู่ดี

ผ่านมานานเอาการ CLOVERFILED เองก็เหมือนจะมีภาคต่อ? ในแบบที่เห็นชื่อแล้วก็ไม่แน่ใจว่านี่มันภาคต่อหรือไม่ใช่ฟระ? นี่มาหลอกอะไรกันหรือเปล่า? หรือต่อให้ใช่หรือไม่ใช่ ชื่อหนังนี่มันคืออะไร๊? ก็อาจเป็นคำถามหรือความสงสัยให้กับหลายคน กับหนังที่มีชื่อว่า 10 CLOVERFIELD LANE

จริงๆการจะดูหนัง 10 CLOVERFIELD LANE นี่ไม่ควรรู้อะไรมาก เห็นนิดๆหน่อยๆแล้วสนใจก็ควรไปดูเลย สำหรับตัวเองถือว่าคุ้มค่าตั๋วครับ

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559

[ภาพยนตร์] BATMAN V SUPERMAN - DAWN OF JUSTICE : เอพิครีบูทจักรวาลดีซี ที่ก็พอใช้ได้ ไปดูของแถมด้านท้ายกันดีกว่า (เอ๊ะ)



โอเคสำหรับเหตุผลที่ BATMAN ต้องมาฉะกับ SUPERMAN นะครับ

ว่าไปสิ่งที่แปร่งลำดับแรกของตอนต่อกลายๆจาก MAN OF STEEL นี้ (พอรู้สึกว่า เออเนอะ BATMAN ของโนแลนถูกตัดไปจากสารบบแล้วก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดีเล็กน้อย ถึงปานกลาง) ก็คือว่าเหมือนมันดันเลือกเล่าอะไรๆแบบแก้ตัวจากอะไรแปร่งๆใน MAN OF STEEL ไปซะ ซึ่งเป็นสิ่งนึงที่ทำให้ตอนดู MAN OF STEEL นั้นไม่อินเอาเลยแถมส่ายหัวหน่อยๆอีกตะหาก ทั้งที่ตัวหนังรวมๆก็พอใช่ได้แหละ ยังดีว่ามี เอมี่ อดัมส์ ช่วยไว้ ทั้งที่พระเอกก็มาดดี ใส่ชุดพี่ซุปก็ดูดี รัสเซล โครว์ เป็นปะป๋าพี่ซุปก็พอไหว ดีไซน์ดาวคริปตันกับอะไรๆในยานก็โอเคให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากอะไรล้ำๆโลหะๆแววๆได้พอโอเค แม้จะรู้สึกว่ามันทำให้นึกถึงเอเลี่ยนอยู่ตะหงิดๆ (แต่ก็เอาน่ะ เขาก็ไปเล่าตำนานกันต่อไปใหม่ใน PROMETHEUS ไปแล้ว ดีไซน์ก็พยายามจะปรับเปลี่ยนไปบ้าง) ไดแอน เลน กับ เควิน คอสเนอร์ เป็นพ่อแม่ชาวมนุษย์ของพี่ซุปก็พอโอเค ดราม่าในเรื่องก็พอโอเค(แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว...) แอ็คชั่นก็โอเค ซัดกันยังกะดราก้อนบอลฉบับภาพเรียลๆ ตูมตามดีเหมือนกัน แต่ ที่ไม่โอเคคือตอนจบนี่แหละ คือ (อาจสปอยล์นะถ้ายังมีคนไม่ได้ดู MAN OF STEEL) แบบไม่สามารถขยี้อารมณ์เราได้เลย ทั้งที่มันดูพยายามจะขยี้มาก เออ...พูดอีกแบบคือมันขยี้อารมณ์ตรูไปหมดเลย คือ ถ้าพี่จะห่วงชีวิตมนุษย์ขนาดนี้นี่... แล้ว...ไอที่ซัดกันตูมๆ ตึกถล่มแล้วถล่มอีกเละเทะไปหมดก่อนหน้าจะมาถึงตอนนี้นี่... มันคืออะไรกันครับ?... เลย...จบเลย ฉากแอ็คชั่นจะตูมตามขนาดไหน มันสามารถสร้างคอนฟลิกอันยิ่งใหญ่มาถมตรงนี้ได้หมดเลย (เว่อ...) ไม่อินอ่ะ ไคลแม็กซ์... ทิ้งความงุนงงให้ผมออกจากโรงไปเลยครับ ยังดีว่ามี เอมี่ อดัมส์ ช่วยไว้ (พูดซ้ำกันดื้อๆ)  หรือจะว่าเขายังไม่ชินกับอะไรๆแบบมนุษย์โลก เช่น ตึกถล่มแค่นี้ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก แค่นี้เอง... มันก็... ไม่น่าใช่นะ...

จริงๆถ้าว่ากันแบบทั่วๆหน่อย หนังซูเปอร์ฮีโร่ (หรือหนังหายนะทั้งหลาย) ก็ต้องมีหลุดฉากแบบนี้มาบ้างนั่นแหละ โดยเฉพาะที่มีอิทธิฤทธิ์รุนแรงเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีฉากถล่มเมืองก็มีมากไปด้วย ซึ่ง...จะว่าแปลกก็ไม่เชิง ว่าถ้าเป็นหนังหายนะ หรือฉากหายนะหรือตัวร้ายเริ่มมาถล่มในหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ตาม ฉากเหล่านี้จะไม่ค่อยถูกหลีกเลี่ยง แต่พอเป็นฉากการฟาดฟันของซูเปอร์ฮีโร่เข้าล่ะก็ บางเรื่องก็จะทำเป็นเหมือนลืมๆเรื่องพวกนี้ไปดื้อๆ ราวกับว่าตรงที่เขาซัดกันพอดีมันเป็นวันหยุดยาวเลยไม่มีใครมาทำงานในตึกที่เขาซัดนัวกันถล่มเละเทะนั่นเลย อะไรแบบนี้ อารมณ์คล้ายๆกับว่าหนังฮีโร่กู้โลกเรต PG-13 ถ้ามันจะมากู้โลกด้วยถล่มโลกเองไปด้วย มันจะเกิดความย้อนแย้งในทฤษฎีเวลาอวกาศได้ จะสอนอะไรก็ลำบาก (? - อำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง - ?) มันก็เลยต้องมีบ้างที่หยวนๆกันไป เช่น ใน AVENGERS ภาค ULTRON อีฉากที่มันส์ที่สุดคือฉากฮัลค์ปะทะไอออนแมนออฟชั่นฮัลค์บัสเตอร์นั่นก็ใช่ แต่เอาจริงๆ ถ้าจะห่วงกันทุกเม็ดประมาณว่าโดนเหวี่ยงจะกระแทกตึกแล้ว ฮีโร่ต้องเร่งพลังทั้งมวลหยุดตัวเองก่อนกระแทกตึกไว้ก่อนฉิวเฉียดทุกครั้ง หรือจะเหวี่ยงศัตรูทีพอพลาดไปทางตึกก็ต้องไปพุ่งชนมันเปลี่ยนทิศทางไว้ตลอด เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นตลกไปแทนอีก (ทั้งๆที่อาจเปลือง(ค่าทำ)เอ็ฟเฟ็คท์น้อยกว่าก็ได้) เฮ้อ...ลำบาก

คือมันก็ไม่ใช่จะเล่าไม่ได้นะครับ บางเรื่องก็เอาจุดนี้เป็นแกนมาเล่าไปเลย แต่ก็ต้องทำเรื่องราวความต่อเนื่องรองรับไว้ให้มันพอดีๆ ไปแทน แต่พอ MAN OF STEEL มาอีท่านี้นี่ คือยิ่งตอนจบตั้งใจจะมาบิ๊วด์กันเรื่องนี้ สำหรับผม ก็เลย...ไม่ได้อ่ะ...

แล้วนี่มันจะมากลายเป็นรีวิว MAN OF STEEL ไปแทนหรืออย่างไร? ก็พอหยวนๆนะ เพราะจริงๆอหังการโปรเจ็คท์ BATMAN V SUPERMAN : DAWN OF JUSTICE นี่เอาจริงๆก็เหมือนภาคต่อ MAN OF STEEL มารีบู๊ทจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ค่ายดีซีของวอร์เนอร์ (แถมต้องจำใจ(? แหละ)ตัดความข้องเกี่ยวกับ BATMAN ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไปเฉยเลย - แต่อันนั้นของพี่แกก็วางไว้นั่นแหละ อาจจะดีแล้วก็ได้) แหละ ซึ่งไอเดียนี้ก็โอเคนะ ผมให้คะแนนๆ

เพราะงั้นต่อไปเรามาเข้าเรื่อง DAWN OF JUSTICE กันละนะครับ