วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559
[ภาพยนตร์] SADAKO vs KAYAKO ซาดาโกะ ปะทะ คายาโกะ ดุ นรกแตก : สองตำนานญี่ปุ่นสยอง หึ หึ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ อ๊ากกกก ว๊ากกกก
แบบสั้นๆ
จริงๆก็ถือเป็นแฟนๆทั้ง เดอะ ริง และ จูออน แหละนะครับ แม้หลังๆก็ไม่ได้จะติดตามเหนียวแน่นอะไรแล้วในช่วงหลังๆ แต่แรกรู้จักกันเราก็ชอบทั้งคู่นะ
เดอะริง (หรือ ริงกุ - ถ้าอ่านแบบญี่ปุ่น) คำสาปมรณะ แม้จะออกจะชอบนิยายต้นฉบับที่สุด แต่ฉบับหนัง(พูดเฉพาะภาคแรกก่อน)ทั้งญี่ปุ่นและฮอลลีวู้ดก็ชอบเหมือนกัน เป็นเรื่องที่นำเอาเทคโนโลยีมาเล่นกับเรื่องราวแบบนี้ได้น่าสนใจ (แม้...เทคโนโลยีจะหมุนเปลี่ยนไปไว โดยเฉพาะในระยะหลังๆจนมันตกยุคไปแล้วเฉยเลย นี่ผ่านมากี่ปีแล้วนะ?) แถมเซตเทรนด์ผีสาวผมยาวออกอาละวาดไปยังหนังเรื่องอื่น ชาติอื่นๆอีกมากมายก็ว่าได้
จูออน หรือในชื่อไทยว่า ผีดุ นี่จริงๆก็ยังเซตเทรนด์รูปลักษณะผีญี่ปุ่นผีสาวผมยาวอยู่ แต่เพื่อความแตกต่างและเพื่อให้ ดุ สมชื่อ หนังยังเพิ่มทั้งคู่หู (?) และเรื่องของเสียงจนเป็นเอกลักษณ์ของหนัง (ก่อนที่ทำไปนานๆอะไรหลายๆอย่างอาจจะทำให้มันกลายเป็นตลกไปซะงั้น...) แถมที่ชอบมากๆในตอนนั้นคือมันแบบว่า ผีดุ สมชื่อจริงๆ แตกต่างกับเทรนด์ผีต้องมีเหตุผลในช่วงนั้นที่ หนังผีพยายามทำตัวมีเหตุผลกันมากขึ้นนับแต่ The Sixth Sense อันโด่งดังของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ซึ่งความจริง เดอะ ริง นี่ก็ถือว่ายังอยู่ในแนวนี้ เพราะอธิบายที่มาที่ไปไว้เยอะแบบพิสดารมาก (แต่นั่นก็ถือเป็นความสนุกของเรื่องด้วย) แต่ จูออน นี่คือ หลอกหมด เอาตายหมด เพื่อนเพิ่นญาติคนรู้จักข้างบ้านอะไรนี่มีเอี่ยวได้หมด บางคนบอกว่าถ้าอ่านฉบับนิยายจะมีที่มาที่ไปมากกว่า แต่ก็ไม่เคยอ่าน คือ ก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ แค่นี้ก็เชื่อแล้วว่า ผีดุ จริงๆ สมชื่อได้ใจมาก
แม้ว่าหลังๆจะไม่ได้ติดตามจริงจังอะไรแล้ว แต่จริงๆทั้งสองตระกูลก็ยังมีการสืบสานความหลอนในแต่ละสื่อและสถานต่างกันไป ไปเป็นรสชาติฝรั่งก็มี กิมจิก็มี ต้นฉบับญี่ปุ่นเองก็ยังมีสืบสาน นิยายก็ยังมีออกมา อย่างน้อยก็พาผู้กำกับต้นฉบับทั้งสองไปเปิดตัวในฮอลลีวู้ดเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนั้นเอาไว้พูดทีหลังละกัน แต่อย่างที่บอกทำไปนานๆอะไรหลายๆอย่างอาจจะทำให้มันกลายเป็นตลกไปซะงั้น... แต่ เมื่อเห็นหนังเรื่องนี้ เราก็รู้สึกไปเลยว่า แม้จะดูแถชอบกลขนาดนี้ แต่นี่ก็เป็นอีเว้นท์ใหญ่ของทั้งสองตระกูลชอบกลแน่นอน เพราะงั้นเราจึงอยากไปดู และ...
[ภาพยนตร์] HELL OR HIGH WATER ปล้นเดือด ล่าดุ : บัญญัติโจร บัญญัติปลัดปราบปราม* คู่มือธนาคาร
* คำว่า ปลัดฝ่ายปราบปราม เอามาจากการเลือกแปลคำว่า Marshall มาเป็นภาษาไทย โดยคุณ แดนอรัญ แสงทอง ลองอ่านรายละเอียดดูได้ ที่นี่
(ก็อยากยกเอามาซะอย่างนั้น...)
แบบสั้นๆ
แค่น้ำลึกหรือลงไปถึงนรก... (แปลส่งเดชติดมั่วกรุณาอย่านำไปอ้างอิงทางวิชาการ...)
บทจากฝีมือของ เทเลอร์ เชอริแดน ผู้เขียนบท Sicario เล่าเรื่องราวของสองพี่น้องโจรปล้นธนาคาร ที่ปล้นด้วยวาระบางอย่างที่มีทั้งความจำเป็นและความสาสม ซึ่งในอีกด้านผู้ที่ขยับตัวคือ ปลัดฝ่ายปราบปราม* มากประสบการณ์และมีอายุงานยาวนาน การวางแผนของแต่ละฝ่ายจะนำไปสู่อะไร?...
แม้เรื่องราวเริ่มต้นของหนังจะดูไม่ได้แปลกแตกต่างไปมากจากหนังในแนวอาชญากรรม และทำให้นึกไปถึงหนังหลายๆเรื่อง แต่เมื่อเราได้รับรู้เรื่องราวทั้งเบื้องหลังและเรื่องราวที่ดำเนินต่อไป เราก็พบว่า Hell or High Water มีเรื่องราวเฉพาะตัวที่แม้จะถ่ายทอดด้วยท่าทีสุขุมไม่หวือหวา แต่รายละเอียดหลายอย่างอักแน่นไปด้วยเรื่องราว ความขัดแย้ง ความเข้มข้น ความอันตราย รวมไปถึงความอบอุ่น
บรรยากาศของหนังอาจทำให้นึกไปถึงหนังอาชญากรรมบรรยากาศตะวันตกแบบคาวบอย แต่ก็เป็นเรื่องราวในช่วงเวลาปัจจุบันมากกว่าในอดีต
เรื่องราวของ เทเลอร์ เชอริแดน สอดแทรกประเด็นที่ต้องการบอกเล่าออกมาได้อย่างเข้มข้นแม้จะด้วยท่าทีไม่หวือหวา แต่ก็แนบเนียนและส่งพลังออกมาได้เข้าเป้า เรื่องราวยิบย่อยและประเด็นรวมทั้งความสัมพันธ์ของตัวละครซึ่งจริงๆแล้วมีความหลากหลายจริงถูกผสมรวมกันได้อย่างดี การกำกับของ เดวิด แมคเคนซี่ เองแม้ไม่ได้ผสมสไตล์จัดลงไปขนาดงานกำกับของพี่น้องโคเอน ก็ถ่ายทอดเรื่องราวออกมาอย่างสุขุม ไม่ฟูมฟายแม้เรื่องราวบางเรื่องจะหนัก ขณะเดียวกันก็เข้มข้นและมีจังหวะจะโคน เมื่อเวลาผ่านไปและเรื่องราวเริ่มซับซ้อนขึ้น เรื่องราวทั้งหมดจึงดำเนินไปอย่างทรงพลัง เราจึงทั้งรู้สึกไปกับเรื่องราวของตัวละครที่ต้องมาเกี่ยวพันกัน ทั้งเฝ้ามอง ตำหนิ หวาดกลัวหรือระวังระไวแทนตัวละคร กระทั่งบางครั้งยังสะเทือนใจ เห็นใจ และรู้สึกถึงความองอาจของตัวละครไปพร้อมกัน ทั้งรู้สึกว่าแต่ละคนเองก็มีความเป็นคนธรรมดาไปพร้อมกัน (ส่วนนี้รู้สึกต่างไปจาก Sicario ที่รู้สึกว่าบางตัวละครมีภาพของความเป็น(แม้จะ แอนตี้)ฮีโร่แบบค่อนข้างชัด - แต่จุดประสงค์ของ Sicario ที่วางตัวละครในลักษณะนั้นก็น่าจะต่างออกไปจากเรื่องนี้เหมือนกัน)
หนังยังได้การแสดงที่ดีและเข้มข้นจากนักแสดงในแทบทุกตำแหน่ง ไม่ว่าจาก เบน ฟอสเตอร์ (ที่ก็แสดงใน Warcraft ด้วย) เจฟ บริดเจส (ที่เห็นแล้วก็นึกไปถึง True Grit แต่ตัวละครทั้งสองก็มีเอกลักษณ์ต่างกัน) หรือใครที่เป็นแฟนตาสีฟ้าของ คริส ไพน์ มาจากหนังอย่าง Star Trek และรู้สึกว่าไม่ค่อยได้เห็นหน้าเขาจากเรื่องอื่นบ่อยนักก็น่าลองมาพิสูจน์บทบาทเข้มข้นในเรื่องนี้ของเขาดู
เรื่องราวสอดแทรกประเด็นหลากหลายเอาไว้มาก แต่ก็รวมกันเป็นเรื่องราวและเนื้อเดียวกันได้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งเรื่องราวของ เรื่องราวของถิ่นฐาน การเปลี่ยนแปลง สภาพชีวิตความเป็นอยู่ การเงิน ที่กระทบกับชีวิตและความสัมพันธ์ของคนในแต่ละสถานะ ตำแหน่ง และ หน้าที่ จึงถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้มข้นโดยไม่มีความรู้สึกว่าถูกยัดเยียด และหนังก็ดำเนินเรื่องโดยเพิ่มความเข้มข้นและความระทึกขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งซีนช่วงจบก็ยังมีความเข้มข้นของเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลัง 8.6 คะแนน
แบบยาวๆ
วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
[ภาพยนตร์] ALICE THROUGH THE LOOKING GLASS อลิซ ผจญภัยมหัศจรรย์เมืองกระจก : เวลาจะช่วยอัลไล
แบบสั้นๆ
อืม... จริงๆแม้จะเป็นแฟนผลงานของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน อยู่พอสมควร และ Alice in Wonderland ก็มีองค์ประกอบอะไรๆที่ก็น่าชอบอยู่ โดยเฉพาะเรื่องของการออกแบบและวิชชวลโน่นนี่ และตัวละครหลายคนก็มีบุคลิกเพี้ยนพิลึกน่าสนุกดี แต่ไอที่ทำให้ค่อนข้างจะเฉยๆกับ Alice ในกำมือของ ทิม เบอร์ตัน ไปซักหน่อยก็เป็นเพราะ มันมีเวอชั่นที่ผมชอบกว่ามาก ซึ่งนั่นก็คือเวอชั่นอนิเมชั่น(แคลสสิค)ของดิสนี่ย์ที่ 'หลอน' กว่ามาก (แต่...เวอชั่น เบอร์ตันก็ใต้ชายคาดิสนี่ย์น่ะแล...ยิ่งตะหงิดๆยังไงๆเข้าไปใหญ่) ซึ่งจริงๆได้ยินมาว่านิยายต้นฉบับของ ลูอิส แครอล นี่ก็มีบรรยากาศน่ากลัวๆอยู่ในตัวเหมือนกัน นัยว่าให้เด็กๆ (ตกลงให้เด็กๆอ่านล่ะนะ?) รู้จักกลัวรึสงสัยในอะไรๆที่ไม่รู้จักดี แม้บางอย่างจะมีสีลูกกวาดแต่มันก็อาจเป็นอะไรที่เรา 'ไม่รู้จัก' และไม่จำเป็นต้องเป็น 'มิตร' กับเราซะกะหน่อย
แต่เนื่องจากนิยายต้นฉบับนี่ก็ยังไม่เคยอ่าน เพราะงั้นแทนที่จะพูดอะไรเรื่องนี้มากๆไว้ตรงนี้ ตอนนี้ก็เอาเป็นแค่ลองแนะนำให้ใครที่ไม่เคยดูลองไปหาดูเวอชั่นอนิเมชั่น(แคลสสิค(ซ้ำ...))ของดิสนี่ย์กันครับ จะได้เห็นว่าดิสนี่ย์ไม่ไดทำอนิเมชั่นสวยหวานมาเอาใจหนูๆอย่างเดียวนะเฮ้ย! แม้จะคิดว่าเขาก็มีการ 'ปรับ' มันบ้างน่ะแหละ แต่มันก็ยังหลอนอยู่ดี ชนิดที่ Aliceฯ เวอชั่น ทิม เบอร์ตัน นี่ถ้าจะหลอนก็หลอนเพราะลุคมากกว่าหลอนจริงๆ ชนิดที่ถึง จอห์นนี่ เด็ป เฮียจะแต่งองค์มาลุคพิลึกยังไง แต่มาท่านั้นนี่ก็เทียบความหลอนของ Mad Hatter เวอชั่นอนิเมชั่นดิสนี่ย์ไม่ได้เลย เฉพาะในฉาก Unbirthday กลางโต๊ะน้ำชานี่ก็กินขาดแล้ว
เพราะงั้นในที่นี้ก็จะพิจารณา Alice Trough the Looking Glass เฉพาะในฐานะภาคต่อของ Alice in Wonderland เวอชั่นรีบูท (อีกและ...ก็ตามนั้นแหละ) ของ ทิม เบอร์ตัน ล่ะนะฮะ
เปลี่ยนตัวผู้กำกับมาเป็น เจมส์ โบบิน ส่วนเฮีย ทิม ย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสร้างแทน (อย่างนึงแกก็คงไปง่วนอยู่กะหนังอย่าง Miss Peregrine's Home for Peculiar Children ที่มีต้นฉบับจากวรรณกรรมเหมือนกัน) อืม...จริงๆเห็นมันเป็นหนึ่งในโปรเจ๊คท์ของแป๊กของดิสนี่ย์ในปีนี้ (ซึ่งดิสนี่ย์ก็คงเสียดายแต่ก็ไม่น่าจะอะไรเท่าไหร่ในปีนี้ เพราะแม้จะหลุดหนังแป๊กมาจำนวนหนึ่งเหมือนกัน แต่หนังที่ 'ถล่ม' ของดิสนี่ย์ก็มีหลายหัวเหมือนกันนะปีนี้) ก็เลยหวาดๆอยู่นิกหน่อย เพราะภาคแรกแม้จะดูสนุกดีพอเพลินๆ เนื้อเรื่องไม่อะไรมาก สนุกกะวิชชวลกะอะไรแบบ แอนน์ แฮทธาเวย์ แสดงเป็นราชินีขาวให้ไฮเปอร์นิดๆเพี้ยนหน่อยๆอะไรงี้มากกว่า แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนักเหมือนกัน แล้วทำไมไปดูภาคนี้หว่า?... อืม?...
ก็อาจเพราะแม้ใช่อยากจะเห็นภาคต่ออะไร แต่ในตัวอย่างพอเขาเลือกจะเล่าเรื่องต่อโดยเอาเรื่องของ 'เวลา' มาเล่น เราก็เกิดรู้สึกว่า เออ ก็น่าสนใจดี ดีไซน์อะไรก็ไม่เลว และอยากดู ซาซา บารอน โคเฮน เล่นเป็นเจ้าหมอ เวลา นี่ด้วย
เอาจริงๆ ก็สนุกดีนะ อาจเหมือนหลายๆเรื่องที่แม้แรกพบเราจะไม่ประทับใจอะไรเพราะเอาไปเทียบโน่นนี่ไม่ได้ดังใจอะไรก็ว่าไป แต่พอเวลาผ่านไป (ไหนขึ้นสร้อย เวลาไม่ช่วยอัลไล?!!...) เราก็ดันแบบก็รับได้นะ เฉยๆ ก็โอเค ประมาณว่าก็พอรู้แล้วว่ามันมาอีท่าไหน เลยไม่ได้คาดหวังอะไรใหญ่โต พอเป็นแบบนี้บางทีไอที่ไปดูเพราะไม่ได้คาดหวังอะไรไว้เยอะๆดันดูสนุกเฉยเลย (เป็นเคสของ Jurassic Park III ที่หลายคนอาจจะยี้ แต่พอดู The Lost World แล้วไม่ถูกใจนัก ภาคนี้กะไปดูแบบนั่งเซ็งไปก่อนเต็มที่ (ตกลงนี่มาดูเพราะครูสั่งการบ้านเรอะ??) ดันดูสนุกเฉยเลย สนุกกว่า LW ซะอีก) อันนี้คือเป็นเรื่องของการคาดหวัง การเปรียบเทียบ มากกว่าเรื่องของเวลาตรงๆนะ (อะแฮ่ม ยังจะแถ)
ไอเดียเรื่องพ่อคุณ 'เวลา' นี่ผ่านนะ สนุกดีเหมือนกัน และก็ชอบที่ ซาซา บารอน โคเฮน แสดงด้วย ดีไซน์อะไรอาจจะออกมาครึ่งๆเพี้ยนๆมากกว่า แต่เราโอเคกะตัวละครตัวนี้ แม้จะรู้สึกว่าการโยงเข้าเรื่องเวลานี่ออกจะดูเหมือนเล็กไปนิด แต่ก็ดูใหญ่โตเกินตัวชอบกลในเวลาเดียวกัน ก็ตาม และก็รู้สึกว่าอลิซทำเรื่องยุ่งมากไปหน่อย แต่พอคิดๆไปมันก็อยู่ในแมนเนอร์แบบหนังแฟนตาซีประมาณนี้อยู่เหมือนกัน ดูๆไปก็เลยไม่ได้อะไรนัก
วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559
[ภาพยนตร์] OUR KIND OF TRAITOR แผนซ้อนอาชญากรเหนือโลก : บัญญัติการเป็นทุรยศ
แบบสั้นๆ
หนังสไตล์รหัสคดี จากนิยายของ จอห์น เลอคาร์ ที่มีหลายเรื่องเคยถูกดัดแปลงเป็นหนังหรือซีรี่ส์มาแล้ว สไตล์ของหนังและเรื่องราวอาจจะเน้นไปที่ เนื้อเรื่อง มากกว่าความตูมตาม และในช่วงเริ่มแม้จะได้นักแสดงระดับหัวแถวอย่าง ยวน แม็กเกรเกอร์ และ นาโอมิ แฮร์ริส ก็แปลกที่รู้สึกว่าไม่ค่อยรู้สึกว่าทั้งคู่เป็นอย่างที่ตัวละครเป็น ครู กับ ทนาย มากเท่าไหร่? แต่ สเตนเลน สการ์การ์ด ได้บทที่เข้ากับบุคลิกของเขาอีกครั้งซึ่งก็แสดงเป็นสมาชิกกลุ่มมาเฟียที่ว่องไวไม่อยู่นิ่งได้อย่างน่าสนุก เหมาะสมดี
แม้หนังเรื่องนี้อาจไม่ได้มีบรรยากาศโดดเด่น และตัวละครที่มีการแสดงและการควบคุมบรรยากาศได้เท่ขาดใจ อย่าง จอร์จ สไมลี่ย์ ของ แกรี่ โอลด์แมน ใน Tinker Tailor Soldier Spy ที่เข้ามาฉายในบ้านเราหลายปีก่อน ชนิดที่ขนาดดูหนังแล้วเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนปะติดปะต่อเรื่องราวยากมากจนหลับ (จริง...) ซึ่งบางคนก็ว่าเพราะซับฯด้วยที่แปลมาสับสน แต่เราก็ยังคิดว่า สไมลี่ย์ โคดเท่ได้หน้าตาเฉย (เรียกว่า คาแรคเตอร์กินขาดหนังทั้งเรื่อง... อย่างน้อยก็สำหรับผม เพราะ...หลับ ตอนนี้ยังไม่ได้หามาดูซ้ำเลย... - - ได้ชิงออสการ์เลยนะขอบอก - บทภาพยนตร์ดัดแปลงก็ได้ชิงฮะ (อีกอันที่ชิงคือดนตรีประกอบ)) แต่เมื่อผ่านช่วงแรกของหนังที่ชวนระทึก ก่อนบรรยากาศจะผ่อนและเนิบนาบลงไปสู่กลุ่มตัวละครเดินเรื่องที่กำลังพยายามจัดการปัญหาของพวกเขา เมื่อเรื่องราวย้อมเข้าสู่เรื่องของแผนการที่คัดง้างกันระหว่างจุดประสงค์และความต้องการของตัวละครหลายกลุ่มแล้ว เรื่องราวก็เข้มข้นและน่าสนใจขึ้น และการแสดงของนักแสดงก็แบกรับและสวมไปกับเรื่องราวได้ดี ไปจนตอนจบที่ชวนสะท้อนใจ และชอบการคุมบรรยากาศในหลายฉากของหนังช่วงนี้ทีเดียว
เรื่องราวยังแสดงให้ถึง 'การเป็นส่วนหนึ่ง' ของอะไรบางอย่าง เช่น พันธสัญญาระหว่างคน หรือระหว่างรัฐ หรือระหว่างกลุ่ม ระหว่างชาติ ได้อย่างน่าสนใจตามชื่อเรื่อง ว่า 'การหักหลัง' นั้นมองได้จากมุมใดหรือจากอะไร อะไรเป็นเหตุซึ่งจะนำไปสู่การเป็น หรือถูกตราหนาว่า คนทรยศ ได้บ้าง โดยเฉพาะในการใช้ชีวิตในโลกซึ่งมีเส้นแบ่งสถานะหลายอย่างหลายชั้น พันธสัญญาอะไรที่จะยึดโยงเราไว้กับสถานะนั้นบ้าง? และมันจะถูกทำลายภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์แวดล้อมแบบไหน? แม้ไม่ได้ถ่ายทอดมาลึกหรือเด่นชนิดแทงใจ แต่เรื่องราวส่วนนี้ก็ยังนับว่าน่าสนใจอยู่ดี
ด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ ในแบบของ จอห์น เลอคาร์ ที่ถูกถายทอดมา ยังคงทำให้หนังมีความเข้มข้นผสมโดยเฉพาะในช่วงที่เรื่องเดินเครื่องแรงขึ้น แม้ไม่ได้มีความตูมตามเป็นส่วนประกอบ การแสดงมีดีพอจะสวมกับเนื้อเรื่อง และความกดดันของหนัง ไปจนตอนจบ ซึ่งเป็นตอนจบที่น่าสะท้อนใจทีเดียว... แม้ไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ หรือเป็นหนังที่โดดเด่นมาก แต่ภาพรวมของหนัง เป็นหนังในแนวทางของรหัสคดี ที่มีปมให้ติดตามลุ้น ได้อย่างสนุกอยู่ในขั้นน่าพอใจ 7.7 คะแนน แฟนๆหนังแนวนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจะดูกันได้อย่างน่าพอใจครับ
แบบยาวๆ
[ภาพยนตร์] THE HANDMAIDEN ล้วง เล่ห์ ลวง รัก : ตุ๊กตาใจ
แบบสั้นๆ
หนังเกาหลีนั้นความจริงแล้วก็น่าจะสร้างชื่อมาจากรสชาติและลีลาเฉพาะตัว ซึ่งหลายครั้งก็ขึ้นกับรสมือ(การกำกับ)ของผู้กำกับเป็นสำคัญด้วยอย่างนึง หนังเกาหลีหลายเรื่องจึงโดดเด่นขึ้นมาด้วยความ'ถึงใจ' (และอาจจะ'ใจถึง') ทั้งในเรื่องของ บรรยากาศ โปรดักชั่น ความโหด หรือจะความอีโรติกก็ตาม ฯลฯ
หลายครั้งเรื่องเหล่านี้ก็เหมือนเป็นการขุดลึกเข้าไปในความดำมือของใจมนุษย์จนทำให้เรื่องราวที่ถูกบอกเล่ามีความเข้มข้นทั้งในเรื่องของการเล่าเรื่อง บรรยากาศ และความรู้สึก ที่ทำให้หนังเกาหลีหลายเรื่องจากผู้กำกับหลายท่านมีรสชาติเฉพาะตัวอย่างยากจะหาตัวเทียบ กระทั่งหนังหลายเรื่องที่นำเอาหนังเหล่านี้ไปรีเมคก็ไม่สามารถเก็บรสชาติ บิดผัน หรือปรุงรสชาติเหล่านี้ใหม่ จะฟิวชั่น ปรุงซ้ำสูตรเดิมใส่เครื่องใหม่ ปรุงใหม่ หรืออะไรก็ตามทีให้มันมีรสชาติน่าสนใจสำหรับผู้ชมได้เทียบเท่าต้นฉบับ
แล้วนี่จะยังไม่เข้าเรื่องตัวหนัง The Handmaiden หรืออย่างไร? ข้างบนก็เขียนแปะไว้ไงว่าพูดสั้นๆก่อน...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

