วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559

[ภาพยนตร์] ALLEGIANT อัลลีเจนท์ ปฎิวัติสองโลก : มาถึงภาคที่สามจากจตุรภาคกันอีกหนึ่งซีรี่ส์



เดินทางมาถึงภาคที่ 3 ก่อนจะไปสู่ตอนจบในภาคที่ 4 จากหนังสือ 3 เล่ม

เมื่อพิจารณากันในกระบวนหนังแนว YA (YOUNG ADULT) โลกอนาคตดิสโทเปียแล้ว ดูเหมือนว่าความอะไรซักอย่างของซีรี่ส์ DIVERGENT จะมาถึงจุดที่มันดูเป็นอะไรที่ครึ่งๆระหว่าง THE HUNGER GAME กับ MAZE RUNNER ไปซะงั้น จะด้วยทั้งเรื่อง ทั้งพลอต ทั้งสถานการณ์ ทั้งคาแรคเตอร์ ฯลฯ อะไรต่ออะไรก็ตาม ทั้งที่ความจริงซีรี่ส์นี้ก็มีจุดเด่นเป็นของตัวเองที่ก็แตกต่างจากเรื่องของสองซีรี่ส์ที่ว่าพอสมควร และก็เป็นส่วนที่ทำให้หนังยังดูสนุกอยู่สำหรับผม ให้ได้ติดตามกันต่อไป ไม่ใช่จะตามดูมันไปอย่างนั้นเพราะน้อง เชลีน วูดลีย์ อย่างเดียว

สิ่งที่ผมคิดว่าซีรี่ส์นี้เอามาถ่ายทอดแล้วทำให้มันดูมีอะไรน่าติดตามดีเป็นเรื่องของ STEREOTYPE ซึ่งทำให้หนังแตกต่างไปจากบรรยากาศของ THE HUNGER GAME ที่ดูจะเน้นเรื่องของการปกครองและชนชั้น ว่าไปเรื่อง STEREOTYPE ก็เพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ไปใน ZOOTOPIA แหละนะ

ขณะที่ใน ZOOTOPIA เลือกจะมองเรื่องนี้จากมุมนึง ซึ่งดูจะเป็นการตั้งคำถามกับการเหมารวมและความไม่ค่อยจะเท่าเทียมหรือการปิดกั้นโอกาส ซีรี่ส์ DIVERGENT เลือกมองการแบ่ง STEREOTYPE ในเรื่องของ อรรถประโยชน์ ประมาณว่าใครถนัดอะไรก็ไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัดจะดีกว่าไปทำอะไรที่ตัวไม่ถนัดหรือไม่สามารถจะดีกว่าไหม?  เอาให้มันสุดไปเลย นั่นซิ แล้วมันดีกว่าไหม? อันนี้ตอบไม่ได้ เพราะจริงๆคิดว่าในนิยายหรือหนังก็เลือกทำมันออกมาในมุมมองที่เน้นการปลุกพลังให้ฮึกเหิม และติดจะบันเทิงมากกว่า คือคิดว่านิยายและหนังมันก็ไม่ได้พยายามจะตอบแบบจริงจังขนาดนั้น (แต่อันนี้ คือ ยังไม่เคยอ่านนิยายเลย แต่คิดเอาว่าเรื่องหลักๆคงไม่หนีกันเท่าไหร่) แต่ถ้าลองมองเรื่องพวกนี้ในเรื่องของ ประโยชน์ แล้วละก็ เราก็พบว่ามันก็ทำให้การมองเรื่องแบบนี้ซับซ้อนไปกว่าเดิมพอสมควรอย่างที่ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน

แต่จริงๆนี่เป็นประเด็นที่ทำให้ดูหนังชุด DIVERGENT ได้สนุกดีนับตั้งแต่ภาคแรก แม้ว่าโอเคจะรู้สึกว่ามันถูกบอกเล่าออกมาแบบตัดรายละเอียดทิ้งไปให้เหลือแต่เรื่องหรือนิยามที่ดูง่ายๆไม่ซับซ้อน ซึ่งความจริงก็เหมือนใน ZOOTOPIA แหละ ที่มันถูกทอนหลายๆอย่างแล้วไปทำให้เข้าใจง่ายขึ้นและสนุกกับเรื่องราวได้มากขึ้นแทน ก็อาจจะมีเสียงบ่นครหาอยู่บ้างว่าใน DIVERGENT การเล่าของมันก็ไม่ได้สนุกหรือเป๊ะหรือกระชากใจนัก ติดจะสูตรๆแบนๆซะมากกว่า คือ เทียบกับหนังที่หลายๆคนอาจรู้สึกว่ามันคล้ายกันมากอย่าง HUNGER GAME (หรือจะเน้นประเด็นให้คม(ชัด)ไปเลย ล้อมด้วยตัวละครมีเสน่ห์สุดๆ ก็อาจไม่ได้ขนาด ZOOTOPIA) ก็ต้องยอมรับว่าในส่วนนี้ DIVERGENT สู้ไม่ได้จริงๆ ในเรื่องการเล่า วางสถานการณ์ สร้างตัวละครยิบย่อย ดีไซน์ ฯลฯ เพื่อดึงดูดใจและสายตา การบีบเค้นอารมณ์และวางเรื่องราวขัดแย้ง รวมถึงการมีความโดดเด่นที่น่าจดจำเป็นของตัวเองนั้น HUNGER GAME ทำได้ดีกว่าจริง ยิ่งรวมกับพลังการแสดงที่เสริมส่งด้วยเรื่องพวกนี้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวมไปถึงส่วนของ 'เกม' ด้วย  ทำให้ HUNGER GAME มีสวนกระทบอารมณ์ผู้ชมได้จังๆกว่า  ง่ายๆว่าถ้าต้องเทียบกับ HUNGER GAME นั้นจะว่าศาสตร์ภาพยนตร์ของเรื่อง(ชุด)นั้น 'เป๊ะ' กว่าก็ว่าได้

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

[ภาพยนตร์, อนิเม] ZOOTOPIA นครสัตว์มหาสนุก : ขรับ! ก็สนุกจริงๆ


คิดว่าจริงๆ ก็คงมีหลายคนได้รับรู้ความสนุกดีงามของอนิเมชั่นจากดิสนี่ย์เรื่องนี้กันไปหมดแล้ว หลายคนก็คิดว่ามันต้องดีงามแหงๆตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังลากยาว ที่พักหลังดิสนี่ย์ดูจะใช้บ่อย แต่ก็คงต้องมั่นใจว่ามีของจริง ไม่งั้นก็ต้องมั่นใจว่ามัดใจคนดูได้จริง ถึงปล่อยออกมา ทำให้เจ้าสล๊อทโด่งดังไปถึงไหนตั้งแต่ก่อนหนังเข้าฉายซะอีก

แต่...ถ้ามันมีแค่นั้นก็คงแย่นะ

แต่...ก็นั่นแหละครับไม่ต้องห่วงไปเพราะก็บอกไปในสร้อยแล้วว่า มันสนุกจริงครับ

จริงๆแล้วหลังจากอดีตจ้าวอนิเมชั่นอย่างดิสนี่ย์จะดูอาการไม่ค่อยดี โดยเฉพาะช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การที่อนิเมชั่น 3 มิติ ได้รับความนิยมมากขึ้นแทนอนิเมชั่น 2 มิติในยุคก่อนหน้าที่ดิสนี่ย์ครองตลาดโดยแทบไม่มีใครแข่งได้ แม้อนิเมชั่นจาก PIXAR จะไปได้ดี (ว่าไปก็นี่แหละเป็นเหตุให้ใครต่อใครเห็นศักยภาพของอนิเมชั่น 3 มิติ) แต่ดิสนี่ย์เองก็ยังปรับโน่นนี่ไม่ค่อยได้ เหมือนยังหารูปแบบ สูตร สไตล์ ของอนิเมชั่น 3 มิติ ที่จะมาท้าแข่งกับค่ายอื่นๆอย่าง DREAMWORKS, BLUE SKY หรือกระทั่ง PIXAR เองไม่ค่อยได้

แต่จู่ๆได้แล้วก็ได้เลยนะครับ อนิเมชั่นจากดิสนี่ย์ที่ปล่อยออกมาหลังๆจากดิสนี่ย์จึงประสบความสำเร็จทั้งกล่องและเงินติดๆกันแบบไม่ค่อยพลาดเลย (กระทั่ง PIXAR ยังคงต้องหนาวๆมั่งแหละ เจอ FROZEN เข้าไปงี้) และกระทั่ง ZOOTOPIA ก็ยังไม่พลาด

ทีแรกอุตส่าห์จะพยายามตั้งสร้อยประมาณว่า ชัยชนะของกระต่าย กระต่ายกับจิ้งจอก กระต่ายโน่นนี่ ฯลฯ แต่ขี้เกียจนึกแล้ว เอาสร้อยง่ายๆแบบนั้นแหละ ZOOTOPIA เริ่มเรื่องด้วยเรื่องของกระต่ายตัวหนึ่งครับ ซึ่งเล่าไปพร้อมๆกับความเป็นมาเป็นไปของบรรดาสรรพสัตว์จนมาเป็นตอนนี้และมี ZOOTOPIA อย่างที่เห็น พร้อมกับความฝันของเจ้ากระต่าย ใน เมืองใหญ่... ก่อนจะต้องมาข้องแวะกับพ่อจิ้งจอกจอมยียวน

เรื่องลองไปดูในโรงให้ได้สนุกกันเองดีกว่าครับ เล่ามากไปก็ไม่สนุก แถมเสน่ห์ของหนังที่ต้องชมก็คือตัวละครเหล่าสรรพสัตว์ที่สวยงาม มีชีวิตชีวา ทั้งหลายนี่แหละ

[ภาพยนตร์] HAIL, CAESAR! กองถ่ายป่วน ฮากวนยกกอง : โว้ยย, จงศรัทธา!


เอ็ดดี้ แมนนิกซ์ เป็นอาชีพและคนสำคัญแห่งกองถ่าย เจ้าของค่าย เจ้าของตังค์ ดารา และสำคัญสำหรับอีกหลายๆๆคน แห่งวงการหนังในยุคทองของฮอลลีวู้ด เขามีอาชีพเป็นนักแก้ปัญหา กองถ่ายฝนตก ปิดกล้องไม่ได้ จัดฉากคบหาดารา ผู้กำกับอยากด่าเจ้าของตังค์ เจ้าของตังค์อยากให้ดาราคนนี้ไปแสดงในหนังเรื่องโน้น ฯลฯ ที่ว่ามายังแค่ปัญหาประจำวัน ปัญหาบ้าบอพันแปดประการยังคงรอเขาอยู่...

ปัจจุบันพี่น้องโคเอน (โจล โคเอน และ อีธาน โคลเอน) ถือเป็นผู้กำกับคนสำคัญคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด มีทั้งหนังได้กล่องมากมาย และหนังช่วงหลังๆหลายเรื่องก็ได้ตังค์ด้วย เช่น NO COUNTRY FOR OLD MEN (หนังได้ออสการ์ด้วย) หรือ TRUE GRIT แต่กว่าจะมีถึงจุดนี้พี่น้องโคเอนก็คงผ่านอะไรมาเยอะ แม้จะแจ้งเกิดได้ตั้งแต่หนังอินดี้หาตังค์มาทำกันเองอย่าง BLOOD SIMPLE หนังอาชญากรรมทุนน้อยแต่สุดเข้มข้น (เป็นต้นแบบของหนังจีนขึงขังบ้าฮามืดๆของ ผู้กำกับ จางอี้โหมว อย่าง A WOMAN, A GUN AND A NOODLE SHOP ด้วย)  แต่การจะผ่านอะไรๆมาจนถึงทุกวันนี้ โดยยังรักษา ความเป็นตัวตนของผู้กำกับ ชื่อเสียง สถานะไว้ในโลกแห่งฮอลลีวู้ดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

หนังของพี่น้องโคเอนมักจะมีอารมณ์ขันผสมอยู่ แบบมืดๆ แม้หนังในช่วงหลังจะมีท่าทีเข้มๆเป็นหลัก แต่ทุกเรื่องก็มีส่วนผสมของอารมณ์ขันแบบมืดๆผสมอยู่ในปริมาณมากน้อยต่างกันไป (ซึ่งผมก็ชอบหมดเลยซะด้วย ตั้งแต่ NO COUNTRY FOR OLD MEN, BURN AFTER READING, A SERIOUS MAN, TRUE GRIT,  INSIDE LLEWYN DAVIS มากน้อยต่างกันไป) บางครั้งพี่น้องโคเอนก็จะทำหนังที่ดูจะเอาอารมณ์ขันนำหน้า(แต่ก็แบบมืดๆ)ออกมาบ้าง และ HAIL, CAESAR! ก็น่าจะจัดอยู่ในตระกูลนี้

HAIL, CAESAR! เป็นหนังที่ว่าไปแล้วก็ทำให้นึกไปถึงหนังบางเรื่องของผู้กำกับ วูดี้ อัลเลน อีกหนึ่งผู้รอดชีวิตในฮอลลีวู้ดมาถึงปัจจุบันโดยยังทำหนังออกมาสม่ำเสมอและรักษาตัวตนไว้อย่างเหนียวแน่น (ทำหนังถี่กว่าพี่น้องโคเอนซะอีกเพราะทำทุกปี แทบไม่เคยขาด) คือ นี่เป็นหนังที่ถ้ามีข้อมูล(หรือความรู้)เกี่ยวกับเรื่องราวของหนังซักหน่อยจะดูสนุกกว่าไม่มี

เพราะมันเป็นเรื่องราวหลังกองในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ในยุคทอง (ราวๆยุค 1950s) เรียกว่าแทบจะล้วนๆ เพราะงั้นคนที่พอจะอินเรื่องในวงการ อินหนังเก่า อินเรื่องฮอลลีวู้ดเก่าๆ น่าจะดูสนุกกว่าคนที่ไม่อินหรือไม่รู้เลย (พอดีผมก็เป็นพวกครึ่งๆกลางๆ)

หากดูในโปสเตอร์จะเห็นว่า คนที่ปรากฎหน้าตามากที่สุด ซึ่งปกติจะเดาก่อนว่าเป็นพระเอก คือ จอร์จ คลูนี่ย์ เจ้าของบท แบรด วิทล๊อค ดาราเจ้าบทบาทฟันงาม ที่มีรูปหน้าปรากฎบนโปสเตอร์ถึง 1 หน้าครึ่ง (ถ้าด้านล่างที่ถูกแบกหน้าตะแคง(นับเป็นครึ่งหน้า)อยู่ดูออกว่าเป็นหน้าแก) แต่ จอช โบรลิน เจ้าของบท เอ็ดดี้ แมนนิกซ์ มีรูปอยู่กลาง สรุป ใครเป็นพระเอกกันแน่? ไม่รู้เหมือนกัน... แต่เรื่องเปิดด้วย เอ็ดดี้ แมนนิกซ์  ในห้องสารภาพบาป ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

รีเมคเกม SHOOTING คลาสสิค SALAMANDER ที่ถูกยกเลิกไป หลุดไฟล์มาให้เล่นกัน - แด่ชาวแอนดรอยด์

SALAMANDER เป็นเกม SHOOTING มีชื่อเกมหนึ่งของ KONAMI ที่แม้จะไม่ได้มีภาคต่อมากมายอย่าง GRADIUS (หรือ NEMESIS) แต่ก็จัดเป็นเกมที่หลายๆคนในยุค FAMICOM จดจำได้เป็นอย่างดี



ระบบบางส่วนคล้ายคลึงกับ GRADIUS มากโดยเฉพาะระบบอัพเกรดอาวุธ แต่เอกลักษณ์ที่โดดเด่นก็คือ การมีฉากทั้ง เกมยิงแนวนอน และแนวตั้งให้สลับกันเล่น แถมยังเล่นพร้อมกัน 2 คนได้ เพิ่มความสนุกสนานทั้งแย่งฉกชิงและเมตตาแบ่งปัน POWER-UP หรือไอเทมต่างๆได้เป็นอย่างดี

ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้มีโครงการรีเมก SALAMANDER มาเป็นเกมให้ได้เล่นกันผ่านแอพบน ANDROID แต่จู่ๆโครงการก็ถูกยกเลิกไป...

ก่อนที่จะมีตัวเกมหลุดมาในเนต  ให้แฟนๆได้รำลึกความหลังกันหน้าตาเฉย!


ต้นข่าวจาก twitter บอกว่าในโอกาสเกือบๆครบรอบ 30 ปีของเกมนี้ KONAMI เคยวางแผนจะฉลองกันซักเล็กน้อยด้วยเวอชั่น HD REMAKE ของ SALAMANDER บนสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพา อัพเกรดกราฟฟิก และวางแผนไว้ว่าจะใช้ระบบ free-to-play ด้วย แต่ทำไปทำมาตัวเกมก็ถูกยกเลิก... ทั้งๆที่เกมก็พัฒนามาใกล้จะเสร็จอยู่แล้ว...

[ภาพยนตร์] OFFICE พนักงาน ดี เดือด : เรื่องสยอง คนออฟฟิศ


นานมากแล้วที่ไม่ได้ดูหนังเกาหลีในโรงหนัง

สิ่งที่จำได้เกี่ยวกับหนังเกาหลีก็คือมีช่วงหนึ่งที่หนังเกาหลี มีกระแสในบ้านเรามาก ตั้งแต่เริ่มๆกระแสน้อยๆอย่าง SHIRI ไปถึงอภิมหาหนังเลิฟคอมเมดี้แห่งยุคอย่าง MY SASSY GIRL ไปถึงหนังรักเจือความเศร้าอย่าง CHRISTMAS IN AUGUST เป็นต้น (ทำไมมีแต่ชื่อหนังนานมากแล้วทั้งนั้นเลย... ก็บอกแล้วว่าไม่ค่อยได้ดูจริงๆ)

ซึ่งสิ่งหนึ่งที่รู้สึกก็คือหนังเกาหลีในช่วงนั้นมีรสชาติบางอย่างที่แปลกๆออกไปจากหนังฮอลลีวู้ดหรือหนังไทย (จะรวมหนังญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ด้วยก็ได้) คือ แม้เป็นหนังแนวเดียวกัน แต่รสชาติบางอย่างที่แปลกไปก็เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นในหนังเกาหลีประการหนึ่ง จะเป็นแบบที่ยังอาจไม่รู้สึกถึงความต่างชัดนักอย่าง SHIRI ก็ยังมีรสชาติเฉพาะตัวบางอย่างให้รู้สึก

ความจริงหนังเกาหลีก็มีค่อนข้างหลากหลายแนว และแนวหนึ่งที่รู้สึกว่าหนังเกาหลีเอาความต่างบางอย่างมาเติมรสชาติใหม่ๆให้รสชาติเดิมๆของหนังแนวนี้ ก็คือแนว เขย่าขวัญ แม้จะไม่ได้ถึงกับฉีกกฎเกณฑ์ แต่มันมีจังหวะเฉพาะตัวบางอย่างที่รู้สึกว่าทำได้แปลกต่างออกไปและทำได้ดีไปถึงดีมาก ซึ่งก็สัมผัสได้จากหนังหลากหลาย ทั้งหนังแนวหนังผีอย่าง A TALE OF TWO SISTERS (ตู้ซ่อนผี) หนังมาเฟียสุดมืดอย่าง OLD BOY หรือหนังสัตว์ประหลาดอย่าง THE HOST ก็ตาม

หลังๆแม้กระแสหนังเกาหลีดูจะเบาบางลงไป และผมเองก็ห่างหายการดูหนังเกาหลีไปนาน แม้ช่วงนั้นจะได้ยังคงได้ยินกิตติศัพท์หนังเกาหลีหลายเรื่องในแนวๆนี้ แต่ก็ไม่ได้หามาดูเสียที ความจริงเร็วๆนี้ก็ได้ดูหนังเกาหลีแนวทำนองนี้อีก ซึ่งก็ยังทำให้ทึ่งกับหนังเกาหลีอีก ร่ำๆจะไปความหาหนังได้ได้ยินกิตติศัพท์ช่วงที่ไม่ได้ดูมาดูซะให้หมด แต่ก็...ยังไม่ได้ทำเช่นนั้น และในระหว่างนั้น หนังเรื่อง OFFICE ก็โผล่มาเข้าโรง

นอกจากธีมเขย่าขวัญ (ซึ่งก็พอจับได้จากโปสเตอร์)  มันยังนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์ออฟฟิศซึ่งเป็นชีวิตของคนจำนวนมากที่เดินสวนกันไปมาในมหานคร เป็นความสนใจที่ทำให้อยากไปดูหนังเรื่องนี้

และเมื่อได้ไปดูมาแล้ว หนังเกาหลีเรื่องนี้ก็ยังตอกย้ำว่าหนังเขย่าขวัญเกาหลีนั้นมีรสชาติเฉพาะตัวบางอย่างที่ทำให้ทึ่ง และเป็นอีกเรื่องที่ไม่ทำให้ผิดหวัง

 หนังเล่าเรื่องราวของพนักงานออฟฟิศในแผนกหนึ่ง ซึ่งมีตัวละครสำคัญประกอบด้วย ผู้จัดการแผนก พนักงานอาวุโสแก่ประสบการณ์จำนวนหนึ่ง และพนักงานใหม่ฝึกหัด และหัวหน้าแผนกอีกที รวมไปถึงตำรวจสืบสวนทีมหนึ่งที่ต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องราวในออฟฟิศนี้ หลังเปิดเรื่องด้วยบรรยากาศทึบทึม และหลังจากช่วงเริ่มต้นหนังก็เล่าเรื่องต่อไป เผยเรื่องราวบางอย่างในความทึบทึมนั้น และนำพาเรื่องราวของชีวิตในออฟฟิศเหล่านี้ไปสู่ความมืดมนและน่าหวาดกลัวยิ่งขึ้น...

ความจริงแล้วถ้าพิจารณาจากภาพรวมทั่วๆไปในแง่เขย่าขวัญ หนังเรื่อง OFFICE อาจไม่ได้มีเรื่องราวถึงขั้นแหวกแตกต่างออกไปมากนักจากเรื่องราวโศกนาฏกรรมเขย่าขวัญที่เราเคยผ่านตา แต่หนังก็เริ่มเรื่องเพื่อจะดึงเราเข้าสู่เรื่องราวของหนังได้อย่างน่าติดตาม พร้อมไปกับการสืบสาวเรื่องราวของทีมสืบสวน หลังจากคนในแผนกก่อเรื่องร้ายเอาไว้และไม่มีใครทราบว่าเขาอาจจะหนีไปที่ไหน ทีมสืบสวนก็พบจากกล้องว่า เขากลับมาที่ออฟฟิศ... แต่...ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน...

ถึงตรงนี้แล้วใครสนใจก็ไปตีตั๋วดูได้เลย จะได้ไม่รู้อะไรมาก เพราะความเอนเตอร์เทนของหนังประเภทนี้ส่วนหนึ่งก็คือการติดตามเรื่องไปโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนี่แหละ