วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559
[ภาพยนตร์] BATMAN V SUPERMAN - DAWN OF JUSTICE : เอพิครีบูทจักรวาลดีซี ที่ก็พอใช้ได้ ไปดูของแถมด้านท้ายกันดีกว่า (เอ๊ะ)
โอเคสำหรับเหตุผลที่ BATMAN ต้องมาฉะกับ SUPERMAN นะครับ
ว่าไปสิ่งที่แปร่งลำดับแรกของตอนต่อกลายๆจาก MAN OF STEEL นี้ (พอรู้สึกว่า เออเนอะ BATMAN ของโนแลนถูกตัดไปจากสารบบแล้วก็รู้สึกแปลกๆอยู่ดีเล็กน้อย ถึงปานกลาง) ก็คือว่าเหมือนมันดันเลือกเล่าอะไรๆแบบแก้ตัวจากอะไรแปร่งๆใน MAN OF STEEL ไปซะ ซึ่งเป็นสิ่งนึงที่ทำให้ตอนดู MAN OF STEEL นั้นไม่อินเอาเลยแถมส่ายหัวหน่อยๆอีกตะหาก ทั้งที่ตัวหนังรวมๆก็พอใช่ได้แหละ ยังดีว่ามี เอมี่ อดัมส์ ช่วยไว้ ทั้งที่พระเอกก็มาดดี ใส่ชุดพี่ซุปก็ดูดี รัสเซล โครว์ เป็นปะป๋าพี่ซุปก็พอไหว ดีไซน์ดาวคริปตันกับอะไรๆในยานก็โอเคให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากอะไรล้ำๆโลหะๆแววๆได้พอโอเค แม้จะรู้สึกว่ามันทำให้นึกถึงเอเลี่ยนอยู่ตะหงิดๆ (แต่ก็เอาน่ะ เขาก็ไปเล่าตำนานกันต่อไปใหม่ใน PROMETHEUS ไปแล้ว ดีไซน์ก็พยายามจะปรับเปลี่ยนไปบ้าง) ไดแอน เลน กับ เควิน คอสเนอร์ เป็นพ่อแม่ชาวมนุษย์ของพี่ซุปก็พอโอเค ดราม่าในเรื่องก็พอโอเค(แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว...) แอ็คชั่นก็โอเค ซัดกันยังกะดราก้อนบอลฉบับภาพเรียลๆ ตูมตามดีเหมือนกัน แต่ ที่ไม่โอเคคือตอนจบนี่แหละ คือ (อาจสปอยล์นะถ้ายังมีคนไม่ได้ดู MAN OF STEEL) แบบไม่สามารถขยี้อารมณ์เราได้เลย ทั้งที่มันดูพยายามจะขยี้มาก เออ...พูดอีกแบบคือมันขยี้อารมณ์ตรูไปหมดเลย คือ ถ้าพี่จะห่วงชีวิตมนุษย์ขนาดนี้นี่... แล้ว...ไอที่ซัดกันตูมๆ ตึกถล่มแล้วถล่มอีกเละเทะไปหมดก่อนหน้าจะมาถึงตอนนี้นี่... มันคืออะไรกันครับ?... เลย...จบเลย ฉากแอ็คชั่นจะตูมตามขนาดไหน มันสามารถสร้างคอนฟลิกอันยิ่งใหญ่มาถมตรงนี้ได้หมดเลย (เว่อ...) ไม่อินอ่ะ ไคลแม็กซ์... ทิ้งความงุนงงให้ผมออกจากโรงไปเลยครับ ยังดีว่ามี เอมี่ อดัมส์ ช่วยไว้ (พูดซ้ำกันดื้อๆ) หรือจะว่าเขายังไม่ชินกับอะไรๆแบบมนุษย์โลก เช่น ตึกถล่มแค่นี้ไม่มีใครเป็นอะไรหรอก แค่นี้เอง... มันก็... ไม่น่าใช่นะ...
จริงๆถ้าว่ากันแบบทั่วๆหน่อย หนังซูเปอร์ฮีโร่ (หรือหนังหายนะทั้งหลาย) ก็ต้องมีหลุดฉากแบบนี้มาบ้างนั่นแหละ โดยเฉพาะที่มีอิทธิฤทธิ์รุนแรงเท่าไหร่ โอกาสที่จะมีฉากถล่มเมืองก็มีมากไปด้วย ซึ่ง...จะว่าแปลกก็ไม่เชิง ว่าถ้าเป็นหนังหายนะ หรือฉากหายนะหรือตัวร้ายเริ่มมาถล่มในหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ตาม ฉากเหล่านี้จะไม่ค่อยถูกหลีกเลี่ยง แต่พอเป็นฉากการฟาดฟันของซูเปอร์ฮีโร่เข้าล่ะก็ บางเรื่องก็จะทำเป็นเหมือนลืมๆเรื่องพวกนี้ไปดื้อๆ ราวกับว่าตรงที่เขาซัดกันพอดีมันเป็นวันหยุดยาวเลยไม่มีใครมาทำงานในตึกที่เขาซัดนัวกันถล่มเละเทะนั่นเลย อะไรแบบนี้ อารมณ์คล้ายๆกับว่าหนังฮีโร่กู้โลกเรต PG-13 ถ้ามันจะมากู้โลกด้วยถล่มโลกเองไปด้วย มันจะเกิดความย้อนแย้งในทฤษฎีเวลาอวกาศได้ จะสอนอะไรก็ลำบาก (? - อำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง - ?) มันก็เลยต้องมีบ้างที่หยวนๆกันไป เช่น ใน AVENGERS ภาค ULTRON อีฉากที่มันส์ที่สุดคือฉากฮัลค์ปะทะไอออนแมนออฟชั่นฮัลค์บัสเตอร์นั่นก็ใช่ แต่เอาจริงๆ ถ้าจะห่วงกันทุกเม็ดประมาณว่าโดนเหวี่ยงจะกระแทกตึกแล้ว ฮีโร่ต้องเร่งพลังทั้งมวลหยุดตัวเองก่อนกระแทกตึกไว้ก่อนฉิวเฉียดทุกครั้ง หรือจะเหวี่ยงศัตรูทีพอพลาดไปทางตึกก็ต้องไปพุ่งชนมันเปลี่ยนทิศทางไว้ตลอด เดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นตลกไปแทนอีก (ทั้งๆที่อาจเปลือง(ค่าทำ)เอ็ฟเฟ็คท์น้อยกว่าก็ได้) เฮ้อ...ลำบาก
คือมันก็ไม่ใช่จะเล่าไม่ได้นะครับ บางเรื่องก็เอาจุดนี้เป็นแกนมาเล่าไปเลย แต่ก็ต้องทำเรื่องราวความต่อเนื่องรองรับไว้ให้มันพอดีๆ ไปแทน แต่พอ MAN OF STEEL มาอีท่านี้นี่ คือยิ่งตอนจบตั้งใจจะมาบิ๊วด์กันเรื่องนี้ สำหรับผม ก็เลย...ไม่ได้อ่ะ...
แล้วนี่มันจะมากลายเป็นรีวิว MAN OF STEEL ไปแทนหรืออย่างไร? ก็พอหยวนๆนะ เพราะจริงๆอหังการโปรเจ็คท์ BATMAN V SUPERMAN : DAWN OF JUSTICE นี่เอาจริงๆก็เหมือนภาคต่อ MAN OF STEEL มารีบู๊ทจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่ค่ายดีซีของวอร์เนอร์ (แถมต้องจำใจ(? แหละ)ตัดความข้องเกี่ยวกับ BATMAN ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไปเฉยเลย - แต่อันนั้นของพี่แกก็วางไว้นั่นแหละ อาจจะดีแล้วก็ได้) แหละ ซึ่งไอเดียนี้ก็โอเคนะ ผมให้คะแนนๆ
เพราะงั้นต่อไปเรามาเข้าเรื่อง DAWN OF JUSTICE กันละนะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2559
[ภาพยนตร์] ALLEGIANT อัลลีเจนท์ ปฎิวัติสองโลก : มาถึงภาคที่สามจากจตุรภาคกันอีกหนึ่งซีรี่ส์
เดินทางมาถึงภาคที่ 3 ก่อนจะไปสู่ตอนจบในภาคที่ 4 จากหนังสือ 3 เล่ม
เมื่อพิจารณากันในกระบวนหนังแนว YA (YOUNG ADULT) โลกอนาคตดิสโทเปียแล้ว ดูเหมือนว่าความอะไรซักอย่างของซีรี่ส์ DIVERGENT จะมาถึงจุดที่มันดูเป็นอะไรที่ครึ่งๆระหว่าง THE HUNGER GAME กับ MAZE RUNNER ไปซะงั้น จะด้วยทั้งเรื่อง ทั้งพลอต ทั้งสถานการณ์ ทั้งคาแรคเตอร์ ฯลฯ อะไรต่ออะไรก็ตาม ทั้งที่ความจริงซีรี่ส์นี้ก็มีจุดเด่นเป็นของตัวเองที่ก็แตกต่างจากเรื่องของสองซีรี่ส์ที่ว่าพอสมควร และก็เป็นส่วนที่ทำให้หนังยังดูสนุกอยู่สำหรับผม ให้ได้ติดตามกันต่อไป ไม่ใช่จะตามดูมันไปอย่างนั้นเพราะน้อง เชลีน วูดลีย์ อย่างเดียว
สิ่งที่ผมคิดว่าซีรี่ส์นี้เอามาถ่ายทอดแล้วทำให้มันดูมีอะไรน่าติดตามดีเป็นเรื่องของ STEREOTYPE ซึ่งทำให้หนังแตกต่างไปจากบรรยากาศของ THE HUNGER GAME ที่ดูจะเน้นเรื่องของการปกครองและชนชั้น ว่าไปเรื่อง STEREOTYPE ก็เพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ไปใน ZOOTOPIA แหละนะ
ขณะที่ใน ZOOTOPIA เลือกจะมองเรื่องนี้จากมุมนึง ซึ่งดูจะเป็นการตั้งคำถามกับการเหมารวมและความไม่ค่อยจะเท่าเทียมหรือการปิดกั้นโอกาส ซีรี่ส์ DIVERGENT เลือกมองการแบ่ง STEREOTYPE ในเรื่องของ อรรถประโยชน์ ประมาณว่าใครถนัดอะไรก็ไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัดจะดีกว่าไปทำอะไรที่ตัวไม่ถนัดหรือไม่สามารถจะดีกว่าไหม? เอาให้มันสุดไปเลย นั่นซิ แล้วมันดีกว่าไหม? อันนี้ตอบไม่ได้ เพราะจริงๆคิดว่าในนิยายหรือหนังก็เลือกทำมันออกมาในมุมมองที่เน้นการปลุกพลังให้ฮึกเหิม และติดจะบันเทิงมากกว่า คือคิดว่านิยายและหนังมันก็ไม่ได้พยายามจะตอบแบบจริงจังขนาดนั้น (แต่อันนี้ คือ ยังไม่เคยอ่านนิยายเลย แต่คิดเอาว่าเรื่องหลักๆคงไม่หนีกันเท่าไหร่) แต่ถ้าลองมองเรื่องพวกนี้ในเรื่องของ ประโยชน์ แล้วละก็ เราก็พบว่ามันก็ทำให้การมองเรื่องแบบนี้ซับซ้อนไปกว่าเดิมพอสมควรอย่างที่ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน
แต่จริงๆนี่เป็นประเด็นที่ทำให้ดูหนังชุด DIVERGENT ได้สนุกดีนับตั้งแต่ภาคแรก แม้ว่าโอเคจะรู้สึกว่ามันถูกบอกเล่าออกมาแบบตัดรายละเอียดทิ้งไปให้เหลือแต่เรื่องหรือนิยามที่ดูง่ายๆไม่ซับซ้อน ซึ่งความจริงก็เหมือนใน ZOOTOPIA แหละ ที่มันถูกทอนหลายๆอย่างแล้วไปทำให้เข้าใจง่ายขึ้นและสนุกกับเรื่องราวได้มากขึ้นแทน ก็อาจจะมีเสียงบ่นครหาอยู่บ้างว่าใน DIVERGENT การเล่าของมันก็ไม่ได้สนุกหรือเป๊ะหรือกระชากใจนัก ติดจะสูตรๆแบนๆซะมากกว่า คือ เทียบกับหนังที่หลายๆคนอาจรู้สึกว่ามันคล้ายกันมากอย่าง HUNGER GAME (หรือจะเน้นประเด็นให้คม(ชัด)ไปเลย ล้อมด้วยตัวละครมีเสน่ห์สุดๆ ก็อาจไม่ได้ขนาด ZOOTOPIA) ก็ต้องยอมรับว่าในส่วนนี้ DIVERGENT สู้ไม่ได้จริงๆ ในเรื่องการเล่า วางสถานการณ์ สร้างตัวละครยิบย่อย ดีไซน์ ฯลฯ เพื่อดึงดูดใจและสายตา การบีบเค้นอารมณ์และวางเรื่องราวขัดแย้ง รวมถึงการมีความโดดเด่นที่น่าจดจำเป็นของตัวเองนั้น HUNGER GAME ทำได้ดีกว่าจริง ยิ่งรวมกับพลังการแสดงที่เสริมส่งด้วยเรื่องพวกนี้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวมไปถึงส่วนของ 'เกม' ด้วย ทำให้ HUNGER GAME มีสวนกระทบอารมณ์ผู้ชมได้จังๆกว่า ง่ายๆว่าถ้าต้องเทียบกับ HUNGER GAME นั้นจะว่าศาสตร์ภาพยนตร์ของเรื่อง(ชุด)นั้น 'เป๊ะ' กว่าก็ว่าได้
วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559
[ภาพยนตร์, อนิเม] ZOOTOPIA นครสัตว์มหาสนุก : ขรับ! ก็สนุกจริงๆ
คิดว่าจริงๆ ก็คงมีหลายคนได้รับรู้ความสนุกดีงามของอนิเมชั่นจากดิสนี่ย์เรื่องนี้กันไปหมดแล้ว หลายคนก็คิดว่ามันต้องดีงามแหงๆตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังลากยาว ที่พักหลังดิสนี่ย์ดูจะใช้บ่อย แต่ก็คงต้องมั่นใจว่ามีของจริง ไม่งั้นก็ต้องมั่นใจว่ามัดใจคนดูได้จริง ถึงปล่อยออกมา ทำให้เจ้าสล๊อทโด่งดังไปถึงไหนตั้งแต่ก่อนหนังเข้าฉายซะอีก
แต่...ถ้ามันมีแค่นั้นก็คงแย่นะ
แต่...ก็นั่นแหละครับไม่ต้องห่วงไปเพราะก็บอกไปในสร้อยแล้วว่า มันสนุกจริงครับ
จริงๆแล้วหลังจากอดีตจ้าวอนิเมชั่นอย่างดิสนี่ย์จะดูอาการไม่ค่อยดี โดยเฉพาะช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การที่อนิเมชั่น 3 มิติ ได้รับความนิยมมากขึ้นแทนอนิเมชั่น 2 มิติในยุคก่อนหน้าที่ดิสนี่ย์ครองตลาดโดยแทบไม่มีใครแข่งได้ แม้อนิเมชั่นจาก PIXAR จะไปได้ดี (ว่าไปก็นี่แหละเป็นเหตุให้ใครต่อใครเห็นศักยภาพของอนิเมชั่น 3 มิติ) แต่ดิสนี่ย์เองก็ยังปรับโน่นนี่ไม่ค่อยได้ เหมือนยังหารูปแบบ สูตร สไตล์ ของอนิเมชั่น 3 มิติ ที่จะมาท้าแข่งกับค่ายอื่นๆอย่าง DREAMWORKS, BLUE SKY หรือกระทั่ง PIXAR เองไม่ค่อยได้
แต่จู่ๆได้แล้วก็ได้เลยนะครับ อนิเมชั่นจากดิสนี่ย์ที่ปล่อยออกมาหลังๆจากดิสนี่ย์จึงประสบความสำเร็จทั้งกล่องและเงินติดๆกันแบบไม่ค่อยพลาดเลย (กระทั่ง PIXAR ยังคงต้องหนาวๆมั่งแหละ เจอ FROZEN เข้าไปงี้) และกระทั่ง ZOOTOPIA ก็ยังไม่พลาด
ทีแรกอุตส่าห์จะพยายามตั้งสร้อยประมาณว่า ชัยชนะของกระต่าย กระต่ายกับจิ้งจอก กระต่ายโน่นนี่ ฯลฯ แต่ขี้เกียจนึกแล้ว เอาสร้อยง่ายๆแบบนั้นแหละ ZOOTOPIA เริ่มเรื่องด้วยเรื่องของกระต่ายตัวหนึ่งครับ ซึ่งเล่าไปพร้อมๆกับความเป็นมาเป็นไปของบรรดาสรรพสัตว์จนมาเป็นตอนนี้และมี ZOOTOPIA อย่างที่เห็น พร้อมกับความฝันของเจ้ากระต่าย ใน เมืองใหญ่... ก่อนจะต้องมาข้องแวะกับพ่อจิ้งจอกจอมยียวน
เรื่องลองไปดูในโรงให้ได้สนุกกันเองดีกว่าครับ เล่ามากไปก็ไม่สนุก แถมเสน่ห์ของหนังที่ต้องชมก็คือตัวละครเหล่าสรรพสัตว์ที่สวยงาม มีชีวิตชีวา ทั้งหลายนี่แหละ
[ภาพยนตร์] HAIL, CAESAR! กองถ่ายป่วน ฮากวนยกกอง : โว้ยย, จงศรัทธา!
เอ็ดดี้ แมนนิกซ์ เป็นอาชีพและคนสำคัญแห่งกองถ่าย เจ้าของค่าย เจ้าของตังค์ ดารา และสำคัญสำหรับอีกหลายๆๆคน แห่งวงการหนังในยุคทองของฮอลลีวู้ด เขามีอาชีพเป็นนักแก้ปัญหา กองถ่ายฝนตก ปิดกล้องไม่ได้ จัดฉากคบหาดารา ผู้กำกับอยากด่าเจ้าของตังค์ เจ้าของตังค์อยากให้ดาราคนนี้ไปแสดงในหนังเรื่องโน้น ฯลฯ ที่ว่ามายังแค่ปัญหาประจำวัน ปัญหาบ้าบอพันแปดประการยังคงรอเขาอยู่...
ปัจจุบันพี่น้องโคเอน (โจล โคเอน และ อีธาน โคลเอน) ถือเป็นผู้กำกับคนสำคัญคนหนึ่งของฮอลลีวู้ด มีทั้งหนังได้กล่องมากมาย และหนังช่วงหลังๆหลายเรื่องก็ได้ตังค์ด้วย เช่น NO COUNTRY FOR OLD MEN (หนังได้ออสการ์ด้วย) หรือ TRUE GRIT แต่กว่าจะมีถึงจุดนี้พี่น้องโคเอนก็คงผ่านอะไรมาเยอะ แม้จะแจ้งเกิดได้ตั้งแต่หนังอินดี้หาตังค์มาทำกันเองอย่าง BLOOD SIMPLE หนังอาชญากรรมทุนน้อยแต่สุดเข้มข้น (เป็นต้นแบบของหนังจีนขึงขังบ้าฮามืดๆของ ผู้กำกับ จางอี้โหมว อย่าง A WOMAN, A GUN AND A NOODLE SHOP ด้วย) แต่การจะผ่านอะไรๆมาจนถึงทุกวันนี้ โดยยังรักษา ความเป็นตัวตนของผู้กำกับ ชื่อเสียง สถานะไว้ในโลกแห่งฮอลลีวู้ดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
หนังของพี่น้องโคเอนมักจะมีอารมณ์ขันผสมอยู่ แบบมืดๆ แม้หนังในช่วงหลังจะมีท่าทีเข้มๆเป็นหลัก แต่ทุกเรื่องก็มีส่วนผสมของอารมณ์ขันแบบมืดๆผสมอยู่ในปริมาณมากน้อยต่างกันไป (ซึ่งผมก็ชอบหมดเลยซะด้วย ตั้งแต่ NO COUNTRY FOR OLD MEN, BURN AFTER READING, A SERIOUS MAN, TRUE GRIT, INSIDE LLEWYN DAVIS มากน้อยต่างกันไป) บางครั้งพี่น้องโคเอนก็จะทำหนังที่ดูจะเอาอารมณ์ขันนำหน้า(แต่ก็แบบมืดๆ)ออกมาบ้าง และ HAIL, CAESAR! ก็น่าจะจัดอยู่ในตระกูลนี้
HAIL, CAESAR! เป็นหนังที่ว่าไปแล้วก็ทำให้นึกไปถึงหนังบางเรื่องของผู้กำกับ วูดี้ อัลเลน อีกหนึ่งผู้รอดชีวิตในฮอลลีวู้ดมาถึงปัจจุบันโดยยังทำหนังออกมาสม่ำเสมอและรักษาตัวตนไว้อย่างเหนียวแน่น (ทำหนังถี่กว่าพี่น้องโคเอนซะอีกเพราะทำทุกปี แทบไม่เคยขาด) คือ นี่เป็นหนังที่ถ้ามีข้อมูล(หรือความรู้)เกี่ยวกับเรื่องราวของหนังซักหน่อยจะดูสนุกกว่าไม่มี
เพราะมันเป็นเรื่องราวหลังกองในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ในยุคทอง (ราวๆยุค 1950s) เรียกว่าแทบจะล้วนๆ เพราะงั้นคนที่พอจะอินเรื่องในวงการ อินหนังเก่า อินเรื่องฮอลลีวู้ดเก่าๆ น่าจะดูสนุกกว่าคนที่ไม่อินหรือไม่รู้เลย (พอดีผมก็เป็นพวกครึ่งๆกลางๆ)
หากดูในโปสเตอร์จะเห็นว่า คนที่ปรากฎหน้าตามากที่สุด ซึ่งปกติจะเดาก่อนว่าเป็นพระเอก คือ จอร์จ คลูนี่ย์ เจ้าของบท แบรด วิทล๊อค ดาราเจ้าบทบาทฟันงาม ที่มีรูปหน้าปรากฎบนโปสเตอร์ถึง 1 หน้าครึ่ง (ถ้าด้านล่างที่ถูกแบกหน้าตะแคง(นับเป็นครึ่งหน้า)อยู่ดูออกว่าเป็นหน้าแก) แต่ จอช โบรลิน เจ้าของบท เอ็ดดี้ แมนนิกซ์ มีรูปอยู่กลาง สรุป ใครเป็นพระเอกกันแน่? ไม่รู้เหมือนกัน... แต่เรื่องเปิดด้วย เอ็ดดี้ แมนนิกซ์ ในห้องสารภาพบาป ครับ
วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559
รีเมคเกม SHOOTING คลาสสิค SALAMANDER ที่ถูกยกเลิกไป หลุดไฟล์มาให้เล่นกัน - แด่ชาวแอนดรอยด์
SALAMANDER เป็นเกม SHOOTING มีชื่อเกมหนึ่งของ KONAMI ที่แม้จะไม่ได้มีภาคต่อมากมายอย่าง GRADIUS (หรือ NEMESIS) แต่ก็จัดเป็นเกมที่หลายๆคนในยุค FAMICOM จดจำได้เป็นอย่างดี
ระบบบางส่วนคล้ายคลึงกับ GRADIUS มากโดยเฉพาะระบบอัพเกรดอาวุธ แต่เอกลักษณ์ที่โดดเด่นก็คือ การมีฉากทั้ง เกมยิงแนวนอน และแนวตั้งให้สลับกันเล่น แถมยังเล่นพร้อมกัน 2 คนได้ เพิ่มความสนุกสนานทั้งแย่งฉกชิงและเมตตาแบ่งปัน POWER-UP หรือไอเทมต่างๆได้เป็นอย่างดี
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้มีโครงการรีเมก SALAMANDER มาเป็นเกมให้ได้เล่นกันผ่านแอพบน ANDROID แต่จู่ๆโครงการก็ถูกยกเลิกไป...
ก่อนที่จะมีตัวเกมหลุดมาในเนต ให้แฟนๆได้รำลึกความหลังกันหน้าตาเฉย!
ต้นข่าวจาก twitter บอกว่าในโอกาสเกือบๆครบรอบ 30 ปีของเกมนี้ KONAMI เคยวางแผนจะฉลองกันซักเล็กน้อยด้วยเวอชั่น HD REMAKE ของ SALAMANDER บนสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพา อัพเกรดกราฟฟิก และวางแผนไว้ว่าจะใช้ระบบ free-to-play ด้วย แต่ทำไปทำมาตัวเกมก็ถูกยกเลิก... ทั้งๆที่เกมก็พัฒนามาใกล้จะเสร็จอยู่แล้ว...
ระบบบางส่วนคล้ายคลึงกับ GRADIUS มากโดยเฉพาะระบบอัพเกรดอาวุธ แต่เอกลักษณ์ที่โดดเด่นก็คือ การมีฉากทั้ง เกมยิงแนวนอน และแนวตั้งให้สลับกันเล่น แถมยังเล่นพร้อมกัน 2 คนได้ เพิ่มความสนุกสนานทั้งแย่งฉกชิงและเมตตาแบ่งปัน POWER-UP หรือไอเทมต่างๆได้เป็นอย่างดี
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้มีโครงการรีเมก SALAMANDER มาเป็นเกมให้ได้เล่นกันผ่านแอพบน ANDROID แต่จู่ๆโครงการก็ถูกยกเลิกไป...
ก่อนที่จะมีตัวเกมหลุดมาในเนต ให้แฟนๆได้รำลึกความหลังกันหน้าตาเฉย!
ต้นข่าวจาก twitter บอกว่าในโอกาสเกือบๆครบรอบ 30 ปีของเกมนี้ KONAMI เคยวางแผนจะฉลองกันซักเล็กน้อยด้วยเวอชั่น HD REMAKE ของ SALAMANDER บนสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์พกพา อัพเกรดกราฟฟิก และวางแผนไว้ว่าจะใช้ระบบ free-to-play ด้วย แต่ทำไปทำมาตัวเกมก็ถูกยกเลิก... ทั้งๆที่เกมก็พัฒนามาใกล้จะเสร็จอยู่แล้ว...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

